ผู้เขียน : วินทร์ เลียววาริณ
เชื่อว่าคงมีสักครั้งในชีวิตที่คุณไปกินอาหารในภัตตาคารสักแห่ง เมื่อจ่ายเงินแล้ว พนักงานนำเงินทอนมาให้ในรูปเศษเหรียญบาทเต็มถาด บางครั้งถึง 20-30 เหรียญ จุดประสงค์ของแคชเชียร์ชัดเจนอย่างยิ่ง นั่นคือต้องการให้ลูกค้าทิปเชิงบังคับ โดยคาดว่าคุณจะไม่เก็บเศษเหรียญเหล่านั้น เนื่องจากยุ่งยากที่จะหยิบเหรียญทั้งหมด และหนักกระเป๋าโดยไม่จำเป็น
ลูกค้าหลายคนทิ้งเศษเหรียญไว้เป็นทิป แต่หลายคนก็ไม่พอใจและเก็บเศษเหรียญทุกอันใส่กระเป๋า นัยว่าเป็นการประชดหรือสั่งสอนกลับว่า ทีหลังอย่าทำอย่างนี้อีก
แทนที่จะได้ ‘ทิป’ กลับได้ ‘ถีบ’
ปฏิกิริยาอย่างหลังนี้ ศัพท์อังกฤษว่า backfire คือการส่งผลที่ตรงกันข้ามกับเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ในลักษณะบูมเมอแรงย้อนกลับมาใส่คนขว้าง
เป็นลูกยิงสวนกลับ หรือแรงถีบกลับ
ตัวอย่างของ backfire มีมากมายในทุกวงการ ประวัติศาสตร์บันทึกเหตุการณ์และสถานการณ์แบบตีกลับจำนวนนับไม่ถ้วน ทั้งสเกลใหญ่และเล็ก ยกตัวอย่างเช่น การโจมตีฐานทัพเรือ เพิร์ล ฮาร์เบอร์ โดยทัพญี่ปุ่นทำให้ฝ่ายอักษะทั้งหมดแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง เนื่องจากเหตุการณ์นั้นอเมริกันเปลี่ยนใจกระโจนเข้าสู่สงครามรบกับทั้งญี่ปุ่น เยอรมนี อิตาลี
ในฟิลิปปินส์ การฆ่าผู้นำฝ่ายค้านเพื่อให้ขบวนการต่อต้านรัฐเงียบกลับเกิดลูกถีบกลับ ทำให้ระบอบมาร์กอสที่ยืนหยัดมาหลายทศวรรษล้มครืนอย่างไม่น่าเป็นไปได้
รัฐออกกฎหมายที่ทำให้ประชาชนเงียบเสียง ทำให้เกิดการรวมพลังและโค่นระบอบเดิมนั้นลง
นักการเมืองสวมรอยติดชื่อตัวเองในของบริจาคที่ไม่ใช่ของตนเองเพื่อหวังได้คะแนนเสียง อาจถูกแรงถีบกลับจากสังคม กลายเป็นหมาหัวเน่า
การฟ้องร้องคู่แข่งทางการเมืองผิดเวลา อาจทำให้กระแสสังคมตีกลับ เป็นผลลบต่อคนฟ้องร้องเอง
backfire บางอย่างแม้เกิดจากการทำตามหน้าที่ แต่ก็ถูกตีกลับได้ เช่นหน่วยงานรัฐฟ้องร้องชาวบ้านซึ่งรุกที่ป่า หากสังคมเห็นสภาพชาวบ้านที่เดือดร้อน กระแสสังคมก็อาจตีกลับ ทางการอาจตกเป็นจำเลยสังคมแทน ทั้งที่ทำตามหน้าที่ป้องกันป่าโดยแท้
ในประเทศอินโดนีเซียเมื่อไม่นานมานี้ ทางการจับเด็ก ๆ ที่ลักขโมยเข้าคุก กลับทำให้กระแสสังคมหวนกลับ เข้าข้างเด็ก ในที่สุดก็ต้องปล่อยเด็กทั้งหมด
ฯลฯ
ในโลกธุรกิจ backfire เป็นปกติ หลายโครงการหลายแคมเปญทางการตลาดซึ่งวางแผนมาอย่างดีและรัดกุม ถูกสังคมตีกลับได้ ยกตัวอย่างเช่นน้ำอัดลมยี่ห้อหนึ่งปรับปรุงรสชาติดีขึ้น แต่เมื่อนำออกจำหน่าย ลูกค้ากลับปฏิเสธ ‘ของอร่อย’ พวกเขาชอบของที่พวกเขาเคยชินมากกว่า!
ในโลกมายา นักแสดงหญิงในโลกตะวันตกคนสวมชุดโป๊มากในงานสังคม แต่สังคมกลับยอมรับได้ เมื่อนักแสดงไทยทำอย่างเดียวกัน กลับถูกสังคม ‘ถีบกลับ’ หาว่าไม่รักตัวสงวนตัว จนเดาได้ยากมากว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่เจอ backfire
ในการใช้ชีวิต จะพบว่าชีวิตเต็มไปด้วย backfire เช่นกัน หลายเรื่องเกิดมาจากเจตนาดีโดยแท้ แต่มันถีบกลับเพราะความเข้าใจผิด หรืออคติ หรือแค่เพราะความหมั่นไส้หลายเรื่องส่งแรงถีบกลับหลุดจากจุดหมายเดิมหน้ามือเป็นหลังมือ ตัวอย่างเช่น สามีเอาใจภรรยาอย่างดี ภรรยากลับคิดว่าสามีคงไปมีเมียน้อยแน่ๆ จึงทำดีหวังเอาใจ (ปัญหานี้มักเกิดกับสามีที่ทั้งปีทั้งชาติไม่เคยเอาใจภรรยา เมื่อจู่ๆ นึกจะทำดี ก็อาจโดนลูกถีบแบบนี้)
ใจดีเสนอตัวช่วยถอนหญ้าคาหน้าสนามของเพื่อนบ้าน กลับถูกหาว่าเสือก
เจตนาดีให้ของขวัญครูที่ดูแลลูก แต่กลับทำให้ครูคนนั้นถูกไล่ออก เพราะโรงเรียนหรือสมาคมผู้ปกครองคิดว่าครูเลือกปฏิบัติ ดูแลนักเรียนแต่ละคนไม่เท่าเทียมกัน
หวังดีบอกเพื่อนว่ามีกลิ่นปาก เพื่อนโกรธไม่พูดด้วยสองสามอาทิตย์
ฯลฯ
เมื่อเจอ backfire ที่มาจากเจตนาดีนี้ก็ไม่ต้องหมดกำลังใจ เรียนรู้เป็นบทเรียนว่าคนเราไม่เหมือนกัน มุมมองต่างกัน ทัศนคติผิดแผกกันเป็นเรื่องธรรมดา มันสอนให้้เรารอบคอบขึ้น คิดเสียว่า ถ้าเจตนาดี ก็ไม่ต้องกลัวปากหอยปากปู อย่าเปลี่ยนเป็นคนที่ไร้น้ำใจ เพราะกลัวว่าสิ่งที่ทำจะส่งแรงถีบ
การคาดคะเนลูกถีบเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ต้องมองข้ามช็อตไปไกลๆ เปิดหน้าต่างความคิดให้กว้าง มองไกลมากขึ้น ระวังวิธีการเข้าหาคนอื่นมากขึ้น
ส่วนการรับลูกถีบให้ได้ผล ก็ต้องเปิดหัวใจให้กว้าง เอาใจเขามาใส่ใจเรามากขึ้น ถือหลักขันติ คิดเสียว่าเราไม่อาจเอาใจทุกคนได้ในโลกนี้ และเรื่องบางเรื่องก็อยู่เหนือการคำนวณโดยสิ้นเชิง
นี่ก็น่าจะช่วยฝึกตนเองให้มีภูมิคุ้มกันต่อ ‘แรงถีบ’ จากเจตนาดีที่มาโดยไม่คาดหมาย
และอีกอย่าง… ถูกถีบบ่อยๆ เดี๋ยวก็ชินเอง!