<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Supachai.com&#187; Inspiration | Supachai.com</title>
	<atom:link href="http://supachai.com/present/category/inspiration/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://supachai.com/present</link>
	<description>for The Right Understanding</description>
	<lastBuildDate>Sun, 05 Feb 2012 14:18:18 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>ความเป็นจริงแห่งทุกข์</title>
		<link>http://supachai.com/present/real-of-suffering.html</link>
		<comments>http://supachai.com/present/real-of-suffering.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Feb 2012 01:16:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Dhamma]]></category>
		<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[cartoon]]></category>
		<category><![CDATA[dramma]]></category>
		<category><![CDATA[inspire]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://supachai.com/present/?p=7891</guid>
		<description><![CDATA[ที่มา : หมื่นตากับความเป็นจริงแห่งทุกข์ เรื่องและภาพ : กะว่าก๋า ้http://kawaka.bloggang.com]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><center><br />
<img src="http://www.supachai.com/present/images/real1.gif"><br />
<img src="http://www.supachai.com/present/images/real2.gif"><br />
<img src="http://www.supachai.com/present/images/real3.gif"><br />
<img src="http://www.supachai.com/present/images/real4.gif"><br />
<img src="http://www.supachai.com/present/images/real5.gif"><br />
<img src="http://www.supachai.com/present/images/real6.gif"><br />
<img src="http://www.supachai.com/present/images/real7.gif"><br />
<img src="http://www.supachai.com/present/images/real8.gif"><br />
<img src="http://www.supachai.com/present/images/real9.gif"><br />
<img src="http://www.supachai.com/present/images/real10.gif"><br />
<img src="http://www.supachai.com/present/images/real11.gif"><br />
</center></p>
<p>ที่มา : หมื่นตากับความเป็นจริงแห่งทุกข์<br />
เรื่องและภาพ : กะว่าก๋า<br />
้http://kawaka.bloggang.com </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://supachai.com/present/real-of-suffering.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รถยนต์ใต้สะพาน</title>
		<link>http://supachai.com/present/car-under-bridge.html</link>
		<comments>http://supachai.com/present/car-under-bridge.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Feb 2012 01:31:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[Recommended]]></category>
		<category><![CDATA[inspire]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://supachai.com/present/?p=15087</guid>
		<description><![CDATA[ผู้เขียน : วินทร์ เลียววาริณ รถบรรทุกสินค้าคันหนึ่งแล่นเข้าใต้สะพานแห่งหนึ่ง แต่ลอดผ่านไปไม่ได้ เนื่องจากความสูงของรถบรรทุกสูงกว่าท้องสะพานเล็กน้อย แม้ความต่างจะมีเพียงเล็กน้อยไม่ถึงนิ้ว แต่คนขับก็จำต้องหยุดรถและเตรียมถอยกลับไปหาเส้นทางอื่น แต่ก่อนที่เขาจะทำเช่นนั้น &#8230; <a class="more-link" href="http://supachai.com/present/car-under-bridge.html"><br /><img src="http://www.supachai.com/present/images/continue-reading.jpg"></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้เขียน : วินทร์ เลียววาริณ
<p><img style="border-bottom: 0px; border-left: 0px; display: inline; border-top: 0px; border-right: 0px" title="" border="0" alt="" src="http://supachai.com/present/wp-content/uploads/siteunderbridge1.jpg" width="554" height="416">
<p>รถบรรทุกสินค้าคันหนึ่งแล่นเข้าใต้สะพานแห่งหนึ่ง แต่ลอดผ่านไปไม่ได้ เนื่องจากความสูงของรถบรรทุกสูงกว่าท้องสะพานเล็กน้อย แม้ความต่างจะมีเพียงเล็กน้อยไม่ถึงนิ้ว แต่คนขับก็จำต้องหยุดรถและเตรียมถอยกลับไปหาเส้นทางอื่น
<p>แต่ก่อนที่เขาจะทำเช่นนั้น ใครคนหนึ่งก็เสนอความคิดว่า ไม่จำเป็นต้องถอยกลับ เขายังสามารถขับรถลอดสะพานได้ เพียงแค่ปล่อยลมยางออกไปส่วนหนึ่ง ล้อรถจะแบนลงกว่าเดิมสักนิ้ว รถก็ต่ำพอลอดใต้สะพานนั้นไปได้
<p>บางปัญหาเป็นเรื่องเส้นผมบังภูเขา มีทางแก้อยู่ตำตานี่เอง มองด้วยมุมเดิมมักไม่เห็น ขอเพียงเปลี่ยนมุมมองเล็กน้อยเท่านั้นก็แก้ปัญหาที่ดูเหมือนสวนทางกับตรรกะได้ลุล่วงอย่างไม่น่าเชื่อ
<p>ในการจัดการกับปัญหาต่างๆ เราควรแยกให้ออกว่าปัญหาอยู่ที่ ‘รถ’ หรืออยู่ที่ ‘สะพาน’ แล้วแก้ตรงจุดนั้น
<p>สะพานปรับไม่ได้ รถปรับระดับได้ ดังนั้นหากมองแต่ ‘สะพาน’ ก็อาจไม่เห็นทางออก
<p>คนส่วนมากมักมองว่าปัญหาอยู่ที่คนอื่น ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ บางครั้งไม่ใช่เพราะอคติ แต่เพราะมองสถานการณ์แค่ที่จุดจุดเดียว
<p>ปรัชญา ‘ลดลมยาง’ ยังสอนเราว่า การอ่อนน้อมถ่อมตน หรือ ‘ยอมเขาก่อน’ อาจช่วยแก้ไขหลายปัญหาได้
<p>หากไม่ยอมปล่อยลมยางออกไปบ้าง แข็งขันดื้อดึงดันทุรังอย่างเดียว ปัญหาก็อาจยังคงเป็นปัญหา
<p>ปรัชญา ‘ลดลมยาง’ ก็คือหลักทางสายกลางของพุทธนั่นเอง ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป เป็นแนวทางการใช้ชีวิตที่สร้างปัญหาน้อยที่สุด
<p>บางครั้งเราก็ควรทำตัวเป็น ‘สะพาน’ บางครั้งเป็น ‘ยางรถ’
<p>บางเรื่องในชีวิตเราต้องเป็นสะพาน แข็งแกร่ง ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครหรืออะไร เช่นยืนหยัดหลักการความถูกต้อง ความยุติธรรม แต่ในบางเรื่องเราอาจต้องยอมเป็นยางรถยนต์ ยอมลดความแข็งลง ยอมเขาก่อน แล้วสถานการณ์ก็อาจดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
<p>ชีวิตมีทั้งการใช้ไม้แข็งและไม้อ่อน ไม่แข็งเสมอไป ไม่อ่อนตลอดเวลา
<p>สถานการณ์การเมืองหลายเรื่องของเราเป็นการเผชิญหน้าโดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ผลก็คือการปะทะชนกัน ต่อให้ชนะก็เสียหายเช่นกัน โดยมากเป็นความเสียหายต่อส่วนรวม ดังที่คนโบราณเปรียบว่า เมื่อช้างสารสองเชือกประสานงากัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ
<p>ในการทำธุรกิจ ไม่ว่าคนเป็นเจ้านายหรือลูกน้องก็ต้องรู้จักเป็น ‘สะพาน’ และ ‘ยางรถ’ ในโอกาสและสถานการณ์ที่พอเหมาะ
<p>เจ้านายที่แข็งตลอดเวลายากที่จะรักษาลูกน้องดีๆ ไว้ แต่ถ้าอ่อนปวกเปียก องค์กรก็ล้มได้
<p>ทางสายกลาง!
<p>ปรัชญา ‘สะพาน-ยางรถ’ สามารถใช้ได้ดีในเรื่องความรักเช่นกัน
<p>หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำตัวเป็น ‘สะพาน’ อย่างเดียว ไม่ยอมเป็น ‘ยางรถ’ บ้าง ชีวิตคู่ก็ล่มได้
<p>ธอมัส เมอร์ตัน นักเขียน-นักปราชญ์ชาวอเมริกัน ผู้เขียนหนังสือเรื่อง มนุษย์ที่แท้ เขียนว่า “การเริ่มต้นของรักคือการยอมให้คนที่เรารักเป็นตัวของพวกเขาเองโดยสมบูรณ์ ไม่ปรับแปลงพวกเขาให้เข้ากับภาพของเรา มิฉะนั้นเราก็รักเพียงภาพสะท้อนของตัวเราที่เราพบในพวกเขา”
<p>อย่าพยายามเปลี่ยนคนที่เรารักให้เหมือนเรา (ด้วยข้ออ้างว่าเพราะเรารักเขานี่นา) แต่หาทางอยู่ด้วยกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย เปรียบเหมือนสายน้ำที่เมื่อไหลเจอภูผา ก็รู้จักอ่อนตัวลง เมื่อเจอเศษดินเศษทราย ก็ไหลเชี่ยวกรากเพื่อชะล้างพวกมันออกไป
<p>เพราะชีวิตสั้นนิดเดียว อย่าผ่านไปอย่างสุดโต่ง ไม่สนุกหรอก
<p>และเพราะชีวิตก็เหมือนการขับรถ ช้าหรือเร็วก็ต้องลอดใต้สะพานที่เตี้ยกว่ารถของเรา</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://supachai.com/present/car-under-bridge.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ขาใหญ่บนหลังคา</title>
		<link>http://supachai.com/present/big-leg-on-the-roof.html</link>
		<comments>http://supachai.com/present/big-leg-on-the-roof.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Feb 2012 23:41:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[inspire]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://supachai.com/present/?p=15096</guid>
		<description><![CDATA[ผู้เขียน : ธีระวัฒน์ อนันตวรสกุล ที่มา : ธรรมะใกล้ตัวออนไลน์ ฉบับที่ ๑๓๙ &#160; &#8230; <a class="more-link" href="http://supachai.com/present/big-leg-on-the-roof.html"><br /><img src="http://www.supachai.com/present/images/continue-reading.jpg"></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้เขียน : ธีระวัฒน์ อนันตวรสกุล <br />ที่มา : ธรรมะใกล้ตัวออนไลน์ ฉบับที่ ๑๓๙
<p>&nbsp;
<p>น้ำท่วมคราวนี้หนักหนาสาหัสกว่าที่คิด เฉิ่มขาใหญ่ประจำชุมชนตอนนี้ถึงขั้นที่ต้องอาศัยบนหลังคา ในความมืดมิดเขานั่งย้อนนึกถึงการกระทำของตนเองก่อนที่จะมาถึงวันนี้ พลางคิดว่าเขาน่าจะทำได้ดีกว่านี้ เขานึกเสียใจ
<p>เขาคิดถึงคันกั้นน้ำ ตอนนั้นน้ำยังมาไม่มาก เขาไม่ได้ไปช่วยอะไรทั้งที่น่าจะพอช่วยได้ แต่กลับนั่งดื่มเบียร์สบายอารมณ์ ดูอาสาสมัครที่มาจากที่อื่นๆ มาช่วยกันกรอกทรายก่อคันกั้นน้ำที่ชุมชนของตน ตอนกลางคืนเฉิ่มยังแอบไปขโมยกระสอบทรายบางส่วนมากั้นน้ำที่บ้านตนเองด้วย เขาคิดว่า ทรายก็แพง กระสอบก็ขาดแคลน ขอสักหน่อยจะเป็นไรไป ไม่ขโมยไปขายด้วยก็ดีแค่ไหนแล้ว จริงๆ ความคิดชั่วๆ ของเขาในตอนนั้นคิดว่า ถ้ามีรถสักคัน อาจจะขนกระสอบทรายขโมยไปขายก็ได้ เพราะมีคนต้องการเยอะแยะ
<p>วันต่อมาอาสาสมัครต้องมาช่วยซ่อมคันกั้นน้ำกันอีกครั้ง จากรอยแหว่งที่เขาขโมยกระสอบทรายออกมา เมื่อกระสอบทรายไม่พอ เขาก็ยังนั่งดูโดยไม่ช่วยอะไร
<p>เฉิ่มเกือบจะได้ใช้กำลังเข้าไปสั่งสอน อาสาสมัครคนหนึ่ง ที่พูดลอยๆ ออกมาว่า เวลานี้แม้แต่เศษสวะในน้ำยังมีประโยชน์เลย ในขณะที่อาสาสมัครคนนั้นใช้ตะแกรงกรงไก่ที่ลอยมากับน้ำ ขวางช่องน้ำไหล แล้วลากผักตบชวาเข้ามาติดที่ตะแกรง เพื่อให้ชะลอน้ำ ซึ่งก็ชะลอน้ำได้ระดับหนึ่งจริงๆ แล้วอาสาสมัครคนนั้นก็พูดต่อว่า แต่คนสวะๆ เนี่ยสิ ร่างกายแข็งแรงแต่ไม่ทำอะไร นอกจากนั่งดู ถ้าอาสาสมัครไม่มากันเพียบขนาดนั้น เฉิ่มคงได้เข้าไปสั่งสอนเจ้าปากกล้าคนนั้น
<p>ถึงตอนนี้เขากลับมาคิดเสียใจว่า ถ้าวันนั้นเขาคิดได้ เขาซึ่งตัวใหญ่แข็งแรง น่าจะไปช่วยเหลืออะไรบ้าง เพราะถ้าเขาช่วยอะไรบ้าง เขาอาจไม่ต้องมานั่งอยู่แบบนี้ แต่เวลามันก็ผ่านไปแล้ว
<p>นึกย้อนกลับไปอีก ไม่เพียงแค่ไม่ช่วยเหลือ เขายังฉวยโอกาส แอบใช้ช่วงชุลมุนให้เป็นประโยชน์ ด้วยการขโมยอาหารที่มีคนใจดีซื้อมาเลี้ยงอาสาสมัคร เหลือไว้แต่ข้าวเปล่าๆ และน้ำจิ้มให้อาสาสมัครกิน ส่วนตัวเขากินไก่ย่างเปล่าๆ เป็นไม้ๆ รวมกันคงเป็นตัวๆ และยังขโมยน้ำขวดเป็นแพคๆ ของอาสาสมัคร มาเป็นของส่วนตัว
<p>เมื่อน้ำมามากขึ้นอีก เฉิ่มซึ่งไปนอนอยู่ที่ศาลารอรถปากซอยเข้าชุมชน เพื่อตกปลาอยู่ใกล้ๆ ถนน ซึ่งเป็นทำเลที่ดีมีคนผ่านไปมาเห็น เขามักได้รับถุงยังชีพจากคนที่ผ่านไปมาเสมอๆ เพราะคิดว่าเฉิ่มหนีน้ำอย่างยากลำบาก มาอาศัยอยู่ที่ศาลารอรถปากซอย
<p>หลายๆ คนไม่ได้รับถุงยังชีพ แต่เขาได้รับมากมายจนเหลือพอที่จะขายได้เงิน ในยามที่ข้าวของก็แพง ในยามนั้นเขาดีใจ คิดว่าน้ำขึ้นให้รีบตัก โอกาสมาต้องรีบฉกฉวยตักตวง แต่ตอนนี้เขาเสียใจ เขาพบว่า ในตอนนี้ของเหล่านั้นก็ไม่ได้มาเป็นประโยชน์แก่เขา และในยามที่ไม่มีอะไรกินเช่นยามนี้ที่ต้องอยู่บนหลังคานั้น มันทรมานขนาดไหน
<p>เมื่อน้ำมามากขึ้นๆ จนข้ามคันกั้น เฉิ่มในตอนนั้นยิ่งดีใจ เขาอยากให้น้ำท่วมมากกว่านี้ เพราะคนที่ทนไม่ได้จะอพยพออก และเขาจะแฝงตัวเป็นขโมยเข้าไปงัดแงะรื้อค้นลักทรัพย์สินในหมู่บ้านข้างเคียง แถมถุงยังชีพยังมีมามากขึ้นอีกด้วย เฉิ่มอพยพญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของเขาออกไปตั้งกลุ่มดักรอรับถุงยังชีพอยู่ที่ปากซอย จากนั้นก็แยกกันเพื่อเอาไปขายคนซอยที่อยู่ลึกเข้าไปในราคาแพงๆ
<p>มีอยู่เหมือนกันที่คนมาแจกรู้ทัน ไม่ยอมแจกให้ แต่จะขอเอาเรือที่เตรียมมาลงไปแจกเองที่ในซอยลึก แต่เมื่อขาใหญ่อย่างเขาไม่อนุญาต ใครหน้าไหนก็เอาเรือลงน้ำไม่ได้ ต้องกองของไว้ที่ปากซอย เพื่อปล่อยให้เขาจัดการแอบเอาไปขาย
<p>เฉิ่มกล้าถึงขั้นท้าว่า “ถ้ามึงไม่แจก มึงก็กลับไป” สุดท้ายของที่ขนมาก็ไม่ถูกขนกลับ ถูกกองให้เฉิ่มจัดการ เพราะเฉิ่มโกหกว่าจะจัดการแจกให้อย่างดีที่สุด แต่เขาพูดไม่หมดว่า ดีที่สุดสำหรับเขาเอง
<p>บนหลังคาขณะนี้ มืดมิดนัก ไม่มีแม้แสงสว่าง ที่จะเห็นอะไรได้
<p>เขาเสียใจที่เคยหาประโยชน์จากน้ำท่วม ทั้งกลางวันกลางคืนไม่หยุดหย่อน
<p>ในความมืดเฉิ่มคิดถึงเทียนกระสอบใหญ่ แม้เทียนนั้นจะเป็นเทียนใช้แล้ว ที่มีคนไปรวบรวมมาจากวัดยอดนิยมหลายวัด ที่ยอมบริจาคให้มาตามที่มีคนเห็นประโยชน์ว่าเป็นเทียนยังมีไส้จุดได้ เทียนแม้ใช้แล้ว มันก็เป็นของมีค่าในยามขาดแคลน ในความมืดสนิท แม้แต่เทียนปักขนมเค้กยังสามารถจุดให้แสงสว่างได้เลย เฉิ่มคิดถึงเทียนกระสอบใหญ่นั้น เฉิ่มรับมาจากคนที่รวบรวมมาให้ พร้อมสัญญาว่าจะเอาไปแจกให้ตามบ้าน เฉิ่มคิดเสียใจที่เขาไม่ได้นำไปแจกตามที่สัญญา เขากลับนำมันไปขายที่ร้านรับของเก่า ที่รับซื้อเทียนไข ได้เงินมาซื้อเบียร์ดื่มเพิ่มอีกหลายกระป๋อง สะสมความชั่วเข้าไปอีก
<p>เขาเสียใจที่กระทำเช่นนั้น
<p>นึกหิวน้ำ แม้มีน้ำมากมายอยู่รอบตัว ก็ไม่ใช่น้ำที่เขาจะดื่มกินได้ คิดถึงความชั่วของตนเอง เขานำเครื่องกรองน้ำแบบพกพา ที่กรองน้ำดื่มจากน้ำที่ท่วมได้ประมาณ 2000 ลิตร ที่ผู้ใจบุญบริจาค มาเพื่อผลิตน้ำดื่มให้ชุมชน นำมากรองน้ำกินคนเดียว ทำให้คนอื่นอดอยากขาดแคลนน้ำ
<p>เสียงหมาเห่าหอนกันเกรียว ในความมืดนั้นเฉิ่มคิดถึงความชั่วของเขาอีกอย่างหนึ่ง ก่อนที่เขาจะสะบักสะบอมมาอยู่บนหลังคา ช่วงนั้นพอน้ำท่วมมากเข้าๆ แถวบ้านเขามีสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ที่มีเกาะกลางน้ำ และมีคนนำหมามาปล่อยให้เป็นหมาจรจัด น้ำท่วมทำให้พื้นที่เกาะหมานั้นเล็กลง เล็กลงจนหมาอยู่อย่างแออัด
<p>เขาคิดมานานก่อนหน้าที่น้ำจะท่วมแล้วว่า เขาอยากจะจับหมาพวกนั้นไปขาย ให้เพื่อนเขาที่ลักลอกนำหมาส่งออกไปขายเป็นอาหารในต่างประเทศ คราวนี้มีอาสาสมัคร มีทีมงานจับหมามาจับให้เสร็จ เขาจึงติดต่อเพื่อนเขาให้แสร้งมาเป็นคนที่จะรับหมาเหล่านั้นไปยังศูนย์พัก พิงหมาจรจัด เตรียมกรงมารับพร้อมรถหกล้อเพื่อขนหมา
<p>อาสาสมัครต่างยินดีและอนุโมทนา คิดว่าหมาจะได้ไปอยู่ในศูนย์พักพิง แต่สุดท้ายหมาเหล่านั้นถูกส่งไปขายชายแดน เขาได้เงินมาจำนวนมากพอสมควรเป็นค่าตอบแทน จากการเป็นตัวกลางติดต่อซื้อขายหมาจรจัดเหล่านั้น เพื่อนำไปเป็นอาหารของคนที่มีรสนิยมรับประทานสุนัขในต่างประเทศ
<p>ท้ายที่สุด เขาเข้าไปขโมยพระพุทธรูปในวัดที่ถูกน้ำท่วม เขากลับออกมาพร้อมพระบูชาจำนวนหนึ่ง แต่ใจยังนึกเสียดายพระงามๆ อีกหลายองค์ เลยย้อนกลับไป โดยต้องลุยน้ำที่บางช่วงเกือบมิดหัว
<p>ในระหว่างการเดินลุยน้ำกลับไปวัดเที่ยวนี้ เท้าเขาไปติดโครงเหล็กรั้วอะไรสักอย่างที่ใต้น้ำนั้น แล้วหมดสติไป จนทำให้เขาต้องมาอยู่บนหลังคานี้
<p>เฉิ่มไม่ได้โชคดีมีคนมาช่วย แต่เฉิ่มตายอย่างทรมาน ปิดฉากชีวิตชั่วๆ เมื่อน้ำมาเพิ่มกะทันหัน ในตอนนั้นขาของเขาติดโครงเหล็กอย่างดิ้นไม่หลุด น้ำสูงเพิ่มอีกหนึ่งเมตรในเวลาไม่นาน จนเฉิ่มขาใหญ่ประจำชุมชน ต้องเป็นผีตายโหงจมน้ำตายอยู่ใต้น้ำนั้น<br />&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;
<p>หลังคาที่เขาอยู่เล็กมากในสายตามนุษย์ มันเป็นหลังคาของศาลพระภูมิเก่าพังที่เขามากองทิ้งไว้ ไม่ใช่หลังคาบ้าน รอบๆ มีน้ำเจิ่งนองท่วมขัง
<p>เขากลายเป็นวิญญาณที่อยู่อย่างสิ้นหวัง ทุกข์ทรมาน เฝ้าคิดถึงแต่ความชั่วช้าในอดีต ซึ่งถ้าหากเขาไม่ทำ เขาคงไม่ต้องมาทรมานในสภาพแบบนี้ แดดภายนอกร้อนจ้า กำลังแผดเผาน้ำให้ค่อยๆ ระเหยหาย แต่ในโลกของวิญญาณมันกลับมีแต่ ความมืดสนิท กระหาย หิวโหย และ สิ้นหวัง
<p>แสงสว่างปรากฏขึ้นลางๆ ปรากฏให้เห็นว่า เด็กคนหนึ่งกำลังคุกเข่าอธิษฐานอย่างตั้งใจ
<p>เด็กคนนั้นบอกพระภูมิเจ้าที่ว่า “ขอเก็บเทียนที่มีคนจุดเหลือมากมาย ส่งไปช่วยน้ำท่วม” สิ้นเสียงอธิษฐาน แสงสว่างที่สว่างกว่านั้นก็วาบขึ้นชั่วขณะ ด้วยฤทธิ์ของพระภูมิเจ้าที่ที่กำลังกล่าวอนุโมทนาอย่างยิ้มแย้มยินดี
<p>เทียนตรงนั้น อย่างมากก็ไม่เกิน 20 เล่ม ไม่มากเท่าใดนัก คงบริจาคให้ได้ไม่กี่บ้าน
<p>เฉิ่มนึกเสียดาย แม้แต่ความดีเล็กๆ น้อยๆ ที่เด็กน้อยทำ เจ้าที่ผู้ทรงฤทธิ์ยังรับรู้และอนุโมทนา ในอดีตเขามีโอกาสทำความดีได้มากกว่านี้หลายเท่านัก เพราะเขาเป็นคนตัวใหญ่แข็งแรง มีคนเกรงกลัวมากมาย จะขอแรงคนในชุมชนมาทำอะไรก็ไม่มีใครกล้าขัด ถ้าเขาทำความดี ผีสางนางไม้จะอนุโมทนาได้มากกว่านั้นแน่ แต่น่าเสียดายเขาไม่เคยคิดทำ และต้องมานั่งเสียดายพร้อมทุกขเวทนาอย่างสาหัสอยู่ในขณะนี้
<p>**********</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://supachai.com/present/big-leg-on-the-roof.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลิ้นชัก 3 ใบ</title>
		<link>http://supachai.com/present/3-drawer.html</link>
		<comments>http://supachai.com/present/3-drawer.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2012 17:46:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cool]]></category>
		<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[Recommended]]></category>
		<category><![CDATA[inspire]]></category>
		<category><![CDATA[story]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://supachai.com/present/?p=1144</guid>
		<description><![CDATA[คนเราจะมีลิ้นชัก 3 ใบ ในการจัดเก็บข้อมูล ลิ้นชักแรก “ใช่” ลิ้นชักที่สอง “ไม่ใช่” และลิ้นชักที่สาม “ไม่แน่ใจ” &#8230; <a class="more-link" href="http://supachai.com/present/3-drawer.html"><br /><img src="http://www.supachai.com/present/images/continue-reading.jpg"></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คนเราจะมีลิ้นชัก 3 ใบ ในการจัดเก็บข้อมูล</p>
<p>ลิ้นชักแรก “ใช่”<br />
ลิ้นชักที่สอง “ไม่ใช่”<br />
และลิ้นชักที่สาม “ไม่แน่ใจ”</p>
<p>ทุกข้อมูลที่เข้าสู่การรับรู้ของเรา จะถูกบรรจุใน 3 ลิ้นชัก<br />
คนที่มีความ สุขกับชีวิต ต้องมีลิ้นชัก “ไม่แน่ใจ” ใหญ่ที่สุด<br />
ข้อมูลที่เข้ามา ถ้าชัดเจนว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”<br />
ให้ใส่ไว้ในลิ้นชัก “ไม่แน่ใจ” ก่อน อย่า ด่วนสรุปเป็นอันขาด&#8230;</p>
<p>สะสมแต้มไปเรื่อยๆ จนชัดเจนระดับเป็นอื่นไปไม่ได้แล้ว<br />
ค่อยโยกย้ายข้อมูลไปสู่ลิ้นชัก “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”<br />
หลักคิดแบบนี้ทำให้เราไม่ตัดสินคนเร็วเกินไป<br />
ความทุกข์จะเดินทางช้าหน่อย</p>
<p>คนเราที่ทุกข์ส่วนใหญ่ เกิดจากการรีบสรุป ทั้งที่ข้อมูลไม่ชัดเจน<br />
ถ้าลองขยายลิ้นชัก “ไม่แน่ใจ” ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นสิครับ<br />
บางที “ความทุกข์” อาจน้อยลง และเราจะมี “ความสุข” มากขึ้น</p>
<p>จากหนังสือ : ฝันใกล้ใกล้ ไปช้าช้า โดย : หนุ่มเมืองจันทร์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://supachai.com/present/3-drawer.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุณจะทำอย่างไรกับของขวัญชิ้นนี้ (เกมจิตวิทยา)</title>
		<link>http://supachai.com/present/gift.html</link>
		<comments>http://supachai.com/present/gift.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Feb 2012 13:31:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Feature Post]]></category>
		<category><![CDATA[Game]]></category>
		<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[Relax]]></category>
		<category><![CDATA[game]]></category>
		<category><![CDATA[inspire]]></category>
		<category><![CDATA[new]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://supachai.com/present/?p=5631</guid>
		<description><![CDATA[entry นี้ขอยกเอาปัญหาข้อหนึ่ง ซึ่งเกมจิตวิทยาสนุก ๆ มาให้ลองตอบดูครับ คำถามนี้มีอยู่ว่า คุณซื้อของขวัญสุดพิเศษ ให้กับคนที่คุณแอบรักอยู่ เพื่อบอกความในใจของคุณ แต่เมื่อคุณนำไปมอบให้ &#8230; <a class="more-link" href="http://supachai.com/present/gift.html"><br /><img src="http://www.supachai.com/present/images/continue-reading.jpg"></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><center><br />
<img src="http://www.supachai.com/present/images/gift.jpg"><br />
</center></p>
<p>entry นี้ขอยกเอาปัญหาข้อหนึ่ง ซึ่งเกมจิตวิทยาสนุก ๆ<br />
มาให้ลองตอบดูครับ คำถามนี้มีอยู่ว่า</p>
<p>คุณซื้อของขวัญสุดพิเศษ ให้กับคนที่คุณแอบรักอยู่ เพื่อบอกความในใจของคุณ<br />
แต่เมื่อคุณนำไปมอบให้ เขา(หรือเธอ) กลับปฏิเสธที่จะรับของขวัญนั้นจากคุณ</p>
<p>แน่นอนครับ คงจะด้วยเหตุผลมากมายอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งดูแล้วยังไงก็จ๋อย&#8230;<br />
ซึ่งคงจะไม่ถามเรื่องเหตุผลนั้นครับ แต่จะถามว่า</p>
<p>คุณจะทำอย่างไรกับของขวัญชิ้นนั้น มีตัวเลือก 4 ข้อครับ</p>
<p>1.เก็บไว้ใช้เอง</p>
<p>2.ยกให้คนอื่น</p>
<p>3.โยนทิ้งไป</p>
<p>4.ส่งไปให้คนคนนั้นที่เคยปฏิเสธมัน ทางไปรษณีย์แทน</p>
<p>(อ่านคำเฉลยข้างล่างนี้ครับ)</p>
<p><embed src="http://supachai.com/present/images/gift.swf" width="501" height="351" quality="High" wmode="Transparent" loop="false" play="true" menu="false" allowfullscreen="false" allowscriptaccess="sameDomain" scale="ExactFit" type="application/x-shockwave-flash" pluginspage="http://www.macromedia.com/go/getflashplayer"><br />
</embed></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://supachai.com/present/gift.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปลายทาง</title>
		<link>http://supachai.com/present/destination.html</link>
		<comments>http://supachai.com/present/destination.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2012 18:34:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[inspire]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://supachai.com/present/destination.html</guid>
		<description><![CDATA[ผู้เขียน : เสกสรรค์ ประเสริฐกุลนิตยสาร : ปาจารยสาร ปีที่ 31 ฉบับที่ 2 &#8230; <a class="more-link" href="http://supachai.com/present/destination.html"><br /><img src="http://www.supachai.com/present/images/continue-reading.jpg"></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้เขียน : เสกสรรค์ ประเสริฐกุล<br />นิตยสาร : ปาจารยสาร ปีที่ 31 ฉบับที่ 2</p>
<p><img style="border-bottom: 0px; border-left: 0px; display: inline; border-top: 0px; border-right: 0px" title="" border="0" alt="" src="http://supachai.com/present/wp-content/uploads/2011/07/sea2.jpg" width="634" height="425"> </p>
<p>ท้ายที่สุดแล้ว &#8230;<br />ผมคิดว่าชีวิตที่จะให้ความสงบแก่คุณได้<br />คือ ชีวิตที่ไม่มีจุดหมายกดทับ<br />ไม่มีอุดมคติเป็นเครื่องร้อยรัด<br />แต่เป็นชีวิตที่มีมรรควิถี<br />เหมือนอย่างที่เต๋าสอนไว้
<p>แม้แต่คำ ว่า “เต๋า” ก็แปลว่า “วิถี” เท่านั้นเอง&#8230;<br />ชีวิตแบบเต๋าก้าวพ้นทวิภาวะ<br />เหมือน น้ำที่ไหลลงมาจากยอดเขา<br />เจอก้อนหินก็เลี้ยว เจอทุ่งหญ้าก็ไหลช้าลง<br />ไม่ติดรูปแบบตายตัว แปรรูปไปตามภูมิประเทศที่ไหลผ่าน<br />เป็นหนึ่งเดียวกับ ภูเขา ท้องทุ่ง แต่ก็คงความเป็นสายน้ำ<br />ซึ่งไหลไปเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้ง<br />จนกว่าจะถึงปลายทาง คือ มหาสมุทร
<p>ปลายทางอย่างมหาสมุทรเนี่ย<br />เราอย่าเรียกว่าเป็น “จุดหมาย” เลย<br />เพราะมันไม่ใช่จุดหมายทางอัตวิสัย<br />หากเป็นปลายทางของสายน้ำ<br />ที่จะคืนสู่บ้านเกิดดั้งเดิมของตน&#8230;.<br />เพราะ ฉะนั้น&#8230;ผมถึงเคยเขียนว่า<br />แต่ละก้าวที่คุณก้าวไป มันสำคัญกว่าจุดหมาย
<p>คุณเป็นหนึ่งเดียวกับก้าวนั้นหรือเปล่า<br />ถ้าคุณเป็นหนึ่งเดียวกับก้าวนั้น&#8230;..<br />วันนี้คุณพบตัวเองแล้ว<br />แต่ละนาทีที่ผ่านไปก็ครบถ้วนแล้ว
<p>แต่ถ้าคุณขัดแย้งกับปัจจุบันขณะของ คุณอยู่ตลอดเวลา<br />ตัวทำอย่างหนึ่ง ใจอยากทำอีกอย่างหนึ่ง<br />คุณจะมีแต่ความทุกข์&#8230;.<br />นั่นคือ&#8230;.ชีวิตของ คนในโลกปัจจุบัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://supachai.com/present/destination.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สองปีกและตรวน</title>
		<link>http://supachai.com/present/this-is-not-a-film.html</link>
		<comments>http://supachai.com/present/this-is-not-a-film.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 31 Jan 2012 23:55:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Clips]]></category>
		<category><![CDATA[Creative Idea]]></category>
		<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[clip]]></category>
		<category><![CDATA[inspire]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://supachai.com/present/this-is-not-a-film.html</guid>
		<description><![CDATA[ผู้เขียน : วินทร์ เลียววาริณ เค้กก้อนหนึ่งเดินทางจากกรุงเตหะรานไปยังกรุงปารีส มันดูเหมือนเค้กธรรมดาก้อนหนึ่ง ความจริงแล้วมันก็เป็นเค้กธรรมดา ต่างจากเค้กทั่วไปตรงที่ภายในนั้นมีแท่งยูเอสบีเก็บข้อมูลดิจิตัลฝังอยู่ เปล่า! มันไม่ใช่ข้อมูลจารกรรมหรือความลับของชาติแต่อย่างไร &#8230; <a class="more-link" href="http://supachai.com/present/this-is-not-a-film.html"><br /><img src="http://www.supachai.com/present/images/continue-reading.jpg"></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้เขียน : วินทร์ เลียววาริณ
<p><a class="highslide img_2" href="http://supachai.com/present/wp-content/uploads/wing.jpg" onclick="return hs.expand(this)"><img style="border-bottom: 0px; border-left: 0px; display: inline; border-top: 0px; border-right: 0px" title="wing" border="0" alt="wing" src="http://supachai.com/present/wp-content/uploads/wing_thumb.jpg" width="511" height="342"></a>
<p>เค้กก้อนหนึ่งเดินทางจากกรุงเตหะรานไปยังกรุงปารีส มันดูเหมือนเค้กธรรมดาก้อนหนึ่ง ความจริงแล้วมันก็เป็นเค้กธรรมดา ต่างจากเค้กทั่วไปตรงที่ภายในนั้นมีแท่งยูเอสบีเก็บข้อมูลดิจิตัลฝังอยู่
<p>เปล่า! มันไม่ใช่ข้อมูลจารกรรมหรือความลับของชาติแต่อย่างไร ตรงกันข้ามมันบรรจุข้อมูลที่ผู้สร้างสรรค์ต้องการเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง
<p>มันคือภาพยนตร์สั้นเรื่องหนึ่ง สร้างขึ้นโดย จาฟาร์ พานาฮี (Jafar Panahi) ผู้กำกับชาวอิหร่าน จุดหมายปลายทางของหนังเรื่องนี้คือเวทีคานส์ของฝรั่งเศส
<p>นี่เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ของเทศกาลหนังคานส์ที่ ภาพยนตร์ถูกส่งมาทางก้อนเค้ก! ภาพปกติของงานเทศกาลหนังทั่วโลกคือการส่งงานมาทางเครื่องบิน หรือรถลีมูซีน นำเสนอพร้อมดาราหนังยอดนิยมที่ฝูงชนเฝ้ารอดู
<p>การที่ผู้ส่งหนังต้องซ่อนหนังในก้อนเค้กเพราะอิหร่านมีคำ สั่งห้ามคนสร้างหนังรายนี้ทำหนัง หารู้ไม่ว่าสิ่งที่อยูในก้อนเค้กแตกต่างจากหนังเรื่องอื่นตรงที่มันเป็นหนัง ที่ไม่ใช่หนัง! มันมีชื่อเรื่องว่า <em>This is Not a Film</em> (นี่ไม่ใช่หนัง)&nbsp;
<p>จาฟาร์ พานาฮี เป็นนักสร้างหนังคลื่นลูกใหม่มาแรงของอิหร่าน ได้รับรางวัลและการยอมรับจากวงการหนังทั่วโลก ตั้งแต่เมื่อเมื่อทำหนังเรื่องแรก <em>The White Balloon </em>และคว้ารางวัลคานส์ในปี 1995
<p>พานาฮีถูกกักขังในบ้านของเขา ในช่วงที่รอคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ โทษฐานทำหนังวิพากษ์รัฐ ทางการสั่งห้ามเขาสร้างหนังโดยเด็ดขาด
<p>เขาถูกจับครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2009 และได้รับการปล่อยตัว แต่หนังสือเดินทางถูกยกเลิก ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ในเดือนมีนาคม 2010 เขาถูกจับอีกครั้ง คราวนี้ถูกจำขังในคุก และไม่มีข้อหาเช่นเคย
<p>ในปีนั้นพานาฮีได้รับเลือกเป็นกรรมการตัดสินรางวัลคานส์ เก้าอี้ของเขาถูกทิ้งว่างไว้เป็นสัญลักษณ์ องค์กรสำคัญในหลายประเทศรวมทั้งหลายรัฐบาลประนามการจับกุมครั้งนี้ มีการขับเคลื่อนพลังทั้งผู้สร้างหนังในอิหร่านและผู้กำกับใหญ่ๆ ทั่วโลกเพื่อกดดันรัฐอิหร่านให้ปล่อยตัวเขา แต่เสียงเรียกร้องเหล่านั้นเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาของผู้มีอำนาจ
<p>ในเดือนพฤษภาคมปีนั้น พานาฮีเริ่มต้นอดอาหารประท้วงในคุก หลายวันให้หลัง เพื่อลดแรงกดดันจากสังคม เขาก็ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ทว่าเมื่อถึงเดือนธันวาคม ศาลก็ตัดสินให้เขาต้องโทษจำคุกหกปี ห้ามสร้างหนังนานยี่สิบปี ห้ามออกนอกประเทศ ห้ามให้สัมภาษณ์ ข้อหา “เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติและการโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐอิสลาม”
<p>เขาอุทธรณ์ และระหว่างรอคำตัดสินจากศาลที่สอง เขาถูกกักบริเวณภายในบ้านของเขาเอง อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในกรุงเตหะราน เป็นที่มาของหนังในแท่งยูเอสบีดังกล่าว
<p><em>This is Not a Film </em>มีความยาว 74 นาที มันไม่มีชื่อผู้กำกับ ไม่มีชื่อนักแสดง ไม่มีเครดิตใดๆ จาฟาร์ พานาฮี ใช้ช่องโหว่ของคำตัดสิน สร้างหนังเรื่องนี้โดยที่เขาไม่ได้ ‘กำกับ’ เขาปรากฏตัวในหนังตลอดทั้งเรื่องในฐานะ ‘นักแสดง’
<p>เขาไม่ได้ทำหนัง เพราะมันไม่ใช่หนัง! มันมีลักษณะคล้ายหนังสารคดีมากกว่าหนังทั่วไป แต่ก็ไม่ใช่สารคดี เป็นเหมือนยำฟุตเตจมากกว่า
<p>ศิลปินที่แท้ไม่อาจหยุดสร้างสรรค์งานได้ พานาฮีเริ่มสร้างสรรค์งานชิ้นใหม่ภายใต้ข้อจำกัดของเครื่องมือและกรอบกฎหมาย
<p>นี่เป็นการส่งสาส์นไปยังชาวโลก มันเป็นวิธีหนึ่งในการต่อสู้กับระบบทรราช แม้จะเสี่ยง แต่เขาไม่ต้องการยอมแพ้ต่อระบบการปกครองที่ทำร้ายศิลปะและเสรีภาพทางความคิด
<p>มันเป็นการทำหนังแบบไม่ใช่หนังปกติ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ภายใต้ข้อจำกัดมากมาย มีอารมณ์ขัน และเสียดล้อโดยไม่ใช้โทนประนามหรือก่นด่า แต่ใช้สัญลักษณ์อย่างฉลาด
<p>เขาถ่ายหนังในอพาร์ตเมนต์ของเขา ระหว่างที่อยู่คนเดียวในช่วงปีใหม่อิหร่าน ถ่ายชีวิตของเขาเองและสิ่งต่างๆ รอบตัวเขา เช่น การสนทนาทางโทรศัพท์กับทนายของเขา แขกที่มาเยี่ยม การคุยกับเด็กเก็บขยะในอพาร์ตเมนต์ ภาพสัตว์เลี้ยงในบ้าน ไปจนถึงภาพที่ถ่ายจากหน้าต่างอพาร์ตเมนต์ของเขา
<p>ในอิหร่านมีคำกล่าวว่า “เมื่อช่างตัดผมเบื่อ พวกเขาจะตัดผมกันเอง” เขาได้เพื่อนผู้กำกับคนหนึ่งมาช่วยกันถ่ายหนังให้&nbsp;
<p>ครั้งหนึ่งขณะที่เพื่อนผู้กำกับช่วยถ่ายให้เขา พานาฮีเผลอร้องว่า “คัท!” เพื่อนบอกว่า “เฮ้ย! คุณกำกับหนังไม่ได้ มันผิดกฎหมายนะโว้ย!”
<p>เขาว่า “เออ! ขอโทษ&#8230; กูลืมไปว่ะ!”
<p>เสรีภาพในการแสดงออกเป็นฟันเฟืองชิ้นหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคม เช่นเดียวกับสายน้ำ เมื่อถูกขัดขวาง กระแสความคิดสร้างสรรค์และศิลปะก็ไหลไปตามทางใหม่ที่มันไปได้ บางครั้งแรงกว่าเก่า
<p>แต่เสรีภาพก็มีราคาของมัน ศิลปินจำนวนมากเสียชีวิตและอนาคตในการต่อต้านระบบทรราชทางความคิด ประเทศเผด็จการที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยทั่วโลกมักใช้อาวุธที่เรียกว่า ‘เซนเซอร์’ เป็นกรอบกดดันคนรักเสรี แต่กฎหมายไม่ว่าเด็ดขาดแค่ไหน ก็ใช้ไม่ได้ผลหากมันสวนทางกับความจริงหรืออุดมคติของสังคมนั้นๆ
<p>มีแต่สังคมเผด็จการทรราชที่กลัวแม้กระทั่งงานศิลปะ ทว่าตั้งแต่โบราณ ความพยายามปิดกั้นเสรีภาพในการสำแดงพลังศิลปะผ่านวรรณกรรม นาฏกรรม ดนตรี ล้วนล้มเหลว เพราะวิญญาณแห่งเสรีภาพมีอายุยืนกว่าระบอบการปกครองใดๆ
<p>ตรวนคุมขังได้แต่ร่างกาย แต่ใจของศิลปินนั้นติดสองปีกที่สามารถบินข้ามตรวนนั้นได้
<p><em>นี่ไม่ใช่หนัง </em>ปรากฏภาพบนจอที่เวทีคานส์ 2011 ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้อง เสียงปรบมืออาจไม่ดังกว่าเสียงปืน แต่มันเป็นก้าวเล็กๆ ของคนทำงานศิลปะซึ่งสำแดงพลังของความคิดสร้างสรรค์และเสรีภาพที่ไม่ยอมจำนน ต่อกรอบของชะตากรรม</p>
<p><object width="640" height="390"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/k-1bjMZiHBY?version=3&amp;hl=en_US"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/k-1bjMZiHBY?version=3&amp;hl=en_US" type="application/x-shockwave-flash" width="640" height="390" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://supachai.com/present/this-is-not-a-film.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>4 คำสำคัญในยุค 2000</title>
		<link>http://supachai.com/present/4-words.html</link>
		<comments>http://supachai.com/present/4-words.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 31 Jan 2012 01:01:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Dhamma]]></category>
		<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[dramma]]></category>
		<category><![CDATA[inspire]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://supachai.com/present/4-words.html</guid>
		<description><![CDATA[ผู้เขียน : ดังตฤณ เด็กที่เริ่มรู้ความในวันนี้จะโตมาพร้อมกับการรู้จักคำหลักของยุค เช่นอินเตอร์เน็ต กูเกิ้ล เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์เด็กคนไหนจะไม่เคยได้ยินคำใดอื่นนอกเหนือจากนี้ไม่เป็นไรแต่ถ้าไม่ได้ยิน ๔ คำข้างต้น &#8230; <a class="more-link" href="http://supachai.com/present/4-words.html"><br /><img src="http://www.supachai.com/present/images/continue-reading.jpg"></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้เขียน : ดังตฤณ
<p>เด็กที่เริ่มรู้ความในวันนี้จะโตมาพร้อมกับการรู้จักคำหลักของยุค เช่น<br /><strong>อินเตอร์เน็ต กูเกิ้ล เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์<br /></strong>เด็กคนไหนจะไม่เคยได้ยินคำใดอื่นนอกเหนือจากนี้ไม่เป็นไร<br />แต่ถ้าไม่ได้ยิน ๔ คำข้างต้น ก็แปลว่าอยู่ในที่ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้
<p>คุณอาจนึกว่าผมลืมคำว่า &#8220;คอมพิวเตอร์&#8221; ไป ความจริงไม่ลืมครับ <br />แต่ผมมองว่าคนยุคเรา จะเริ่มรู้สึกว่าคอมพิวเตอร์เป็นเพียงส่วนประกอบของอินเตอร์เน็ต<br />ทำนองเดียวกับที่รู้สึกว่านึกถึงคำว่า &#8220;บ้าน&#8221; ก็พอ ไม่ต้องนึกถึงประตูรั้วหรือประตูเข้าบ้านก็ได้<br />คำว่า &#8220;บ้าน&#8221; ครอบคลุมพออยู่แล้ว ยังไงต้องมีประตูแน่ๆอยู่แล้ว</p>
<p>เราจะพูดคำว่า &#8220;เล่นเน็ต&#8221; มากกว่า &#8220;เล่นคอมพ์&#8221;<br />เราเริ่มไม่รู้ตัวว่าโทรศัพท์มือถือคือคอมพิวเตอร์<br />แม้แต่นาฬิกาก็เริ่มกลายเป็น &#8220;ประตูเข้าเน็ต&#8221; เต็มรูปแบบได้แล้ว </p>
<p>และใน ๔ คำสำคัญประจำยุค ๒๐๐๐ ทั้งหมด<br />ถ้าพูดถึงความเป็นอมตะ อินเตอร์เน็ตก็อมตะที่สุด<br />เพราะอินเตอร์เน็ตคือรากเหง้าของกูเกิ้ล เฟสบุ๊ค และทวิตเตอร์<br />สามตัวหลังจะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่มีอินเตอร์เน็ต<br />เหมือนกับที่ลูกขาดพ่อแม่ไม่ได้<br />กูเกิ้ล เฟสบุ๊ค และทวิตเตอร์อาจล้มหายตายจาก<br />ถ้าเจอคู่แข่งทำยอดผู้ใช้ได้มากกว่า</p>
<p>แต่อินเตอร์เน็ตจะยังคงเป็นอินเตอร์เน็ตตลอดไป<br />ต่อให้มีระบบเครือข่ายล้ำยุคมาแทนที่แบบแผนในปัจจุบันก็ตาม<br />ข้อมูลจาก <a href="http://www.internetworldstats.com/stats.htm">http://www.internetworldstats.com/stats.htm</a><br />บอกเราว่าปัจจุบันมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตไม่ต่ำกว่าสองพันล้าน<br />คิดคร่าวๆคือ ๑ ใน ๓ ของประชากรโลกทั้งหมด<br />ทั้งที่เมื่อสิบปีก่อนเพิ่งมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพียง ๓๖๐ ล้าน เท่านั้น<br />เรียกว่าเว้นแต่ท้องที่ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีใครไม่ใช้อินเตอร์เน็ตแล้ว </p>
<p>มีคนเขียนหนังสือขึ้นมาบอกว่า<br />อินเตอร์เน็ตเมื่อร่วมมือกับกูเกิ้ลแล้ว ทำให้คนยุคเราโง่ลง<br />เพราะอยากรู้อะไรก็ได้รู้เร็วเกินไป<br />คีย์คำที่ต้องการเดี๋ยวเดียวก็ได้คำตอบ<br />ต่างจากสมัยก่อน กว่าจะรู้อะไรทีต้องหืดจับ<br />ทำให้สมองของเราไม่จดจำ<br />เหมือนทุกอย่างผ่านมาเพื่อผ่านไปแบบสายฟ้าแลบ
<p>บางคนก็บอกว่าเฟสบุ๊คทำให้คนไม่อยู่ในโลกความเป็นจริง<br />หมกมุ่นอยู่แต่กับเพื่อนที่คุยถูกคอ<br />เล่นแต่เกมที่ถูกใจ แล้วก็ใช้เป็นเครื่องมือจับผิดแฟน<br />เรียกว่าเริ่มจีบกันในเฟสบุ๊ค<br />น้อยกว่าเริ่มตีกันเพราะเฟสบุ๊คเยอะ<br />ผมยังจำข่าวได้ว่าหนุ่มขี้หึงยิงเมียตัวเองดับคาแป้นพิมพ์เฟสบุ๊ค<br />เพื่อนในเฟสบุ๊คของเธอคงนั้นคงสยองพิลึก<br />หากรู้ว่าเธอถูกฆาตกรรมเพราะคุยกับเขาอยู่
<p>บางคนก็บอกว่าทวิตเตอร์ทำให้คนเพ้อเจ้อเก่งขึ้น<br />อยากพล่ามอะไรก็พล่ามไปเรื่อยเปื่อย<br />ตัวเลข follower ทำให้สำคัญผิดไปว่าพูดอะไรไป<br />จะมีใครต่อใครได้ยินเป็นจำนวนเท่านั้น<br />มันทำให้คนยุคเรารู้สึกว่า<br />มีที่ที่เปิดโอกาสให้ตัวเองเป็นคนสำคัญ<br />พูดอะไรแล้วมีคนฟังเยอะๆ<br />เลยพูดทุกอย่างที่คิด เหมือนได้โชว์พาว<br />เหมือนได้เครื่องกระตุ้นให้พูดๆๆ อยากพูดอะไรก็พูด<br />หลายคนเริ่มงง หลังจากทวีตอย่างต่อเนื่องเป็นชั่วโมง<br />นี่เราทำอะไรลงไป พูดอยู่กับใครกันแน่ ใครบ้างที่ฟังเราอยู่
<p>จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม<br />๔ คำสำคัญกำลังมีบทบาทกับโลกมนุษย์อย่างใหญ่หลวง<br />ทุกข้อดีเป็นพันๆข้อของอินเตอร์เน็ต<br />กลายเป็นการเสพติด และกลายเป็นตัวกำหนดกรรม<br />กรรมทางความคิด คำพูด ตลอดจนการลงมือทำของคนรุ่นใหม่<br />แทบจะมีศูนย์กลางอยู่ที่ ๔ คำสำคัญนี้ไปแล้ว
<p>สำหรับโลกภายนอกยกไว้<br />แต่สำหรับเรา อินเตอร์เน็ตก่อกุศลหรืออกุศลมากกว่ากัน?<br />ถามตัวเองง่ายๆ อินเตอร์เน็ตทำให้เรารู้เห็นได้ทุกอย่าง<br />เราเลือกที่จะรู้เห็นอะไรบ้าง?<br />อินเตอร์เน็ตทำให้เราพูดคุยได้ตลอดเวลา<br />เราเลือกที่จะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องใดบ้าง?</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://supachai.com/present/4-words.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปล่อยเมื่อไร สบายเมื่อนั้น</title>
		<link>http://supachai.com/present/let-oneself-on.html</link>
		<comments>http://supachai.com/present/let-oneself-on.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Jan 2012 16:00:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Dhamma]]></category>
		<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[Recommended]]></category>
		<category><![CDATA[inspire]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://supachai.com/present/let-oneself-on.html</guid>
		<description><![CDATA[ผู้เขียน : รินใจ ที่มา : นิตยสาร : Kids &#38; Family &#8230; <a class="more-link" href="http://supachai.com/present/let-oneself-on.html"><br /><img src="http://www.supachai.com/present/images/continue-reading.jpg"></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้เขียน : รินใจ<br />
ที่มา : นิตยสาร<strong> : Kids &amp; Family </strong>ตุลาคม ๒๕๔๘</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เธอครองชีวิตร่วมกับเขามานานกว่า ๑๐ ปี แล้ววันหนึ่งก็พบว่าเขาปันใจให้หญิงอื่น เธอจึงแยกทางจากเขา แต่เขาหาได้ไปจากจิตใจของเธอไม่ ทุกครั้งที่นึกถึงเขา เพลิงแค้นก็ลุกท่วมหัวใจ เธอแค้นที่ถูกเขาทรยศ แค้นที่เขาทำลายชีวิตที่ดี ๆ ของเธอ ยิ่งนึกก็ยิ่งรุ่มร้อน จนอยากตบ อยากทำร้าย อยากทำลาย “มัน”</p>
<p>เธอหันหน้าเข้ากรรมฐาน แต่ความแค้นยังตามมารังควานเธอ แม้เรื่องจะจบไปนานแล้ว แต่เธอไม่ยอมจบด้วย ใจยังหวนกลับไปขุดเรื่องราวในอดีตให้มาทิ่มแทงเธอไม่หยุดหย่อน เสียงด่าดังก้องอยู่ในใจทั้ง ๆ ที่รอบตัวมีแต่ความเงียบสงบ</p>
<p>แต่ไม่มีอะไรที่ยั่งยืน มีเกิดก็มีดับ ตอนนั้นเธอกำลังเดินจงกรม มือประสานกันที่ท้อง เธอรู้สึกว่าเมื่อยเหลือเกินเพราะกุมมือในท่านั้นนานเป็นชั่วโมงแล้ว จึงปล่อยมือลง ทันทีที่ปล่อยความเมื่อยก็หายไป ความรู้สึกสบายกายสบายใจเกิดขึ้นตามมา ชั่วขณะนั้นเองเธอได้ประจักษ์แก่ใจว่า “แค่ปล่อย เราก็ไม่ทุกข์อีกต่อไป” แล้วน้ำตาก็ไหลรินออกมา</p>
<p>วินาทีนั้นเองที่เธอระลึกขึ้นได้ว่าสาเหตุที่เธอคับแค้นไม่เลิกราก็เพราะไปยึดติดกับเรื่องราวในอดีตอยู่ตลอดเวลา เป็นเพราะเธอไม่ยอมปล่อยมันไปนั่นเอง เธอจึงทุกข์แล้วทุกข์เล่า เมื่อคิดได้เช่นนี้เธอจึงปล่อยมันออกไปจากใจทันที</p>
<p>เธอเล่าว่าในการปล่อยมือครั้งนั้น เธอได้ปล่อยความแค้นและเรื่องราวในอดีตระหว่างเธอกับเขาไปด้วย จิตใจบังเกิดความเบาสบายสงบเย็นขึ้นมาทันที</p>
<p>มือที่กุมไว้นาน ๆ ย่อมเมื่อยฉันใด ใจที่ยึดไว้ไม่เลิกรา ย่อมเป็นทุกข์ฉันนั้น ไม่มีอะไรที่จริงยิ่งไปกว่านี้ แต่ความจริงง่าย ๆ อย่างนี้น้อยคนจะตระหนัก ทั้งนี้ก็เพราะเราคุ้นชินกับการยึดจนเป็นนิสัย อะไรก็ตามที่ติดเป็นนิสัยแล้ว เรามักจะทำไปโดยไม่รู้ตัว คนที่เคร่งเครียดจนเป็นนิสัย ก็เอาแต่เคร่งเครียด หน้านิ่วคิ้วขมวด เกร็งมือเกร็งคอ ไปโดยไม่รู้ตัว แม้จะรู้สึกเมื่อยล้า ก็หารู้ไม่ว่าเป็นเพราะนิสัยดังกล่าวนั่นเอง แต่ทันทีที่รู้ตัวและผ่อนคลายลง เขาก็จะรู้สึกสบายทันที</p>
<p>อะไรก็ตามถ้าเราไปยึดติดแบกถือแล้ว ล้วนทำให้เป็นทุกข์ทั้งนั้น แม้ว่าสิ่งนั้นดูเหมือนเล็กน้อยไม่สลักสำคัญ แต่ก็ประมาทไม่ได้ สิวเพียงไม่กี่เม็ด ถ้าไปหมกมุ่นครุ่นกังวลกับมันทั้งวันทั้งคืน ก็สามารถทำให้เด็กสาวฆ่าตัวตายเพราะความอับอายได้ ดังเคยเป็นข่าวมาแล้ว</p>
<p>มีเรื่องเล่าว่าชายผู้หนึ่งเข้าไปกราบทูลระบายความทุกข์กับสมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์หนึ่ง เขาเอาแต่บ่นว่า “หนักครับ&#8230;..ช่วงนี้แย่มากเลยครับ” เมื่อสมเด็จ ฯ ถามว่าหนักเรื่องอะไร เขาก็ทูลเล่าถึงปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้าชีวิต สุดท้ายก็ทูลว่า “ตอนนี้ผมจวนจะแบกไม่ไหวแล้วครับ”</p>
<p>สมเด็จ ฯ ฟังสักพัก ก็รับสั่งให้เขานั่งคุกเข่าและยื่นมือทั้งสองออกมาข้างหน้า แล้วพระองค์ก็หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งมาวางบนฝ่ามือทั้งสองของเขา แล้วรับสั่งว่า “นั่งอยู่นี่แหละ อย่าขยับหรือไปไหนจนกว่าข้าจะกลับมา จะเข้าไปข้างในสักประเดี๋ยว”</p>
<p>เขานั่งอยู่ในท่านั้นเป็นเวลานาน แต่สมเด็จ ฯ ก็ยังไม่เสด็จออกมาเสียที จนเขาเริ่มเมื่อยล้า กระดาษดูจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนเหงื่อเริ่มออก</p>
<p>ในที่สุดสมเด็จ ฯ ก็เสด็จเข้ามาประทับที่เดิม แล้วทรงถามชายผู้นั้นว่าเป็นอย่างไร</p>
<p>“หนักครับ พระเดชพระคุณ เมื่อยจนจะทนไม่ไหว”</p>
<p>“อ้าว ทำไมไม่วางมันลงเสียละ ?” สมเด็จ ฯ รับสั่ง “ก็ไปยอมให้มันอยู่อย่างนั้น มันก็หนักอยู่ยังงั้นนะซี มันจะเป็นอย่างอื่นไปได้ยังไง”</p>
<p>กระดาษแม้จะบางเบา แต่ถ้าไปยึดถือมันนาน ๆ ก็จะกลายเป็นของหนักจนสู้ไม่ไหว อารมณ์โกรธเกลียด ท้อแท้ กลัดกลุ้ม แม้จะจับต้องไม่ได้ แต่ถ้าไปแบกไว้ทั้งวันทั้งคืน ใจเรานั่นแหละที่จะแย่ ตรงกันข้ามกับหินก้อนใหญ่ ตราบใดที่ไม่ไปอุ้มไปแบก ก็ไม่มีวันหนัก</p>
<p>เป็นเพราะไม่รู้ตัวใช่ไหมเราจึงเผลอไปแบกหรือยึดความทุกข์เอาไว้ ทั้ง ๆ ที่ยิ่งแบกยิ่งยึดก็ยิ่งทุกข์ แต่ก็ยังไปแบกไปยึดอยู่นั่นเองเพราะทำจนเป็นนิสัยเสียแล้ว ความรู้ตัวจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขไปสู่หนทางแห่งความไม่ทุกข์ เพราะเมื่อรู้ตัวแจ่มชัดเราก็ประจักษ์แก่ใจว่าได้เผลอแบกยึดอะไรต่ออะไรไว้ มากมาย ถึงตอนนั้นการปล่อยวางก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก ฉะนั้นไม่ว่าทำอะไรอยู่ก็ตาม ควรหมั่นมองตนสำรวจจิตเพื่อให้รู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดอยู่เสมอ ความรู้ตัวนี้แหละจะช่วยปลดเปลื้องสิ่งหมักหมมที่ค้างคาในจิตใจจนทำให้ชีวิต เบาสบาย</p>
<p>ใคร ๆ ก็อยากได้ของขวัญ แต่ถ้าอยากให้ชีวิตเบาสบาย ไม่มีอะไรดีกว่าการปล่อยวางสิ่งที่ทำความหนักอึ้งแก่จิตใจ อย่าแบกให้เหนื่อยใจอีกต่อไปเลย</p>
<p>วันนี้สิ่งสำคัญจึงมิใช่คำถามว่าเราได้อะไรมาบ้าง ? แต่ได้แก่คำถามว่าเรา “ปล่อย”ไปมากแค่ไหนแล้ว?</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://supachai.com/present/let-oneself-on.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตัวขโมยความสุข</title>
		<link>http://supachai.com/present/steal-happiness.html</link>
		<comments>http://supachai.com/present/steal-happiness.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Jan 2012 15:00:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Dhamma]]></category>
		<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[dramma]]></category>
		<category><![CDATA[inspire]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://supachai.com/present/steal-happiness.html</guid>
		<description><![CDATA[ผู้เขียน : ภาวันที่มา : นิตยสาร IMAGE พฤศจิกายน ๒๕๕๔ เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น หนุ่มโสดคนหนึ่งสังเกตว่าหลายเดือนมานี้มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในบ้านเขา &#8230; <a class="more-link" href="http://supachai.com/present/steal-happiness.html"><br /><img src="http://www.supachai.com/present/images/continue-reading.jpg"></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้เขียน : ภาวัน<br />ที่มา : นิตยสาร I<strong>M</strong>AGE<strong> </strong>พฤศจิกายน ๒๕๕๔<strong><br /></strong></p>
<p><strong><img style="border-bottom: 0px; border-left: 0px; display: inline; border-top: 0px; border-right: 0px" title="thief" border="0" alt="thief" src="http://supachai.com/present/wp-content/uploads/thieft11641.jpg" width="650" height="462"> </p>
<p></strong>
<p>เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น
<p>หนุ่มโสดคนหนึ่งสังเกตว่าหลายเดือนมานี้มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในบ้านเขา นั่นคืออาหารที่เก็บไว้ในครัวหายเป็นประจำ เขาเชื่อว่าต้องมีขโมยเข้าบ้านเขา แต่ไม่เคยจับได้คาหนังคาเขาเสียที เขาจึงติดตั้งกล้องวงจรปิดซึ่งสามารถส่งสัญญาณภาพไปยังโทรศัพท์มือถือของเขา
<p>แล้วเขาก็พบว่า มีใครคนหนึ่งกำลังยุ่มย่ามอยู่ในบ้านเขา จึงโทรศัพท์แจ้งตำรวจทันทีเพราะเชื่อว่าพบขโมยแล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อตำรวจมาถึง ก็พบว่าประตูและหน้าต่างบ้านนี้ลั่นดาลแน่นหนา ตำรวจจึงตรวจค้นทุกซอกทุกมุมและทุกห้อง แต่ก็ไม่เจออะไร จนกระทั่งตำรวจเลื่อนประตูตู้เสื้อผ้าก็พบผู้หญิงวัย ๕๘ ปีคนหนึ่งนั่งขดตัวอยู่ข้างใน
<p>เธอสารภาพว่า เป็นคนไร้บ้านและแอบเข้ามาอยู่ในบ้านนี้นานเป็นปีแล้ว ที่เธอเข้ามาได้ก็เพราะเห็นว่าประตูบ้านนี้ไม่ได้ลั่นดาลเอาไว้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอต้องซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้าในยามเจ้าของบ้านกลับมา ต่อเมื่อเขาออกไปข้างนอก เธอจึงจะออกมาหาอาหารกิน และอาบน้ำถูฟัน
<p>ชายเจ้าของบ้านคิดไม่ถึงว่าขโมยที่เขาต้องการตัวนั้น ที่แท้กบดานซ่อนอยู่ในบ้านเขานานเป็นปีแล้ว และที่เคยคิดว่าเขาอยู่คนเดียวในบ้านนั้นเป็นความเข้าใจผิดมาโดยตลอด
<p>อ่านเรื่องนี้แล้ว ใครที่คิดว่าตัวเองอยู่ลำพังในบ้าน อย่าเพิ่งแน่ใจนักว่ามีคุณคนเดียวที่อยู่บ้าน เพราะอาจมีคนแปลกหน้าหรือขโมยอยู่ร่วมบ้านเดียวกับคุณก็ได้
<p>คนเรามักคิดว่าขโมยนั้นอยู่ไกลตัว แต่บางทีขโมยก็อยู่ใกล้ตัวเรานิดเดียว จะว่าไปแล้ว ใช้คำว่า “บางที”ก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะบ่อยครั้งขโมยอยู่ใกล้ชิดเรามากอย่างที่นึกไม่ถึง
<p>ไม่เชื่อก็ลองสำรวจดูว่าในตัวคุณมีพยาธิอยู่หรือเปล่า นั่นแหละตัวการที่ขโมยอาหารในร่างกายของคุณอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าคุณหาอะไรมาใส่ท้อง ดีเลิศแค่ไหนก็ตาม มันจะคอยแย่งกินแย่งดูดจนอิ่มหมีพีมัน ขณะที่ร่างกายของคุณกลับย่ำแย่ลง
<p>ก้อนมะเร็งเป็นหัวขโมยอีกชนิดหนึ่งที่อาจกำลังแย่งชิงสารอาหารไปจากเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายของคุณอยู่ในขณะนี้ก็ได้
<p>อย่างไรก็ตามหัวขโมยที่ดูดเอาสุขภาพของคุณไปนั้น ยังไม่น่ากลัวเท่ากับเจ้าตัวร้ายที่ขโมยความสุขไปจากใจคุณ
<p>เช่นเดียวกับพยาธิและก้อนมะเร็ง เจ้าตัวร้ายที่ว่านี้ไม่ได้อยู่นอกตัวคุณ ไม่ใช่ทั้งคนใกล้ตัว หรือคนไกลตัว หากแต่อยู่ในใจคุณนั้นเอง
<p>เจ้าตัวร้ายที่ว่าก็คือ ความยึดติดถือมั่นในอัตตาหรือตัวกูของกู ซึ่งแตกลูกแตกหลานเป็น ความโลภ ความโกรธเกลียด ความอิจฉาริษยา ความถือตัว เป็นต้น เจ้าตัวร้ายที่ว่านี้จะคอยดูดความสุขไปจากจิตใจของเราตลอดเวลา ทำให้จิตใจร่านรนรุ่มร้อน ขุ่นเคือง กระสับกระส่าย จนอยู่ไม่เป็นสุข กินไม่ได้ นอนไม่หลับ อาจถึงกับล้มป่วยเลยด้วยซ้ำ
<p>ตราบใดที่เราจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน เจ้าตัวร้ายนี้ก็จะรังควาญเราไม่จบสิ้น แม้เราจะมีครอบครัวที่ดี มีร่างกายแข็งแรง มีทรัพย์สมบัติมากมาย มีตำแหน่งหน้าที่สูงเด่น ประสบความสำเร็จนับไม่ถ้วน เราก็ยังไม่มีความสุขอยู่นั้นเอง เพราะความสุขที่ควรมีควรได้นั้นถูกดูดไปหล่อเลี้ยงปรนเปรออัตตาหรือเจ้าตัวร้าย ขณะที่มันเติบใหญ่พองโต แต่จิตใจของเรากลับเหี่ยวแห้งเศร้าหมอง
<p>ขโมยนั้นชอบซุกซ่อนอยู่ในที่มืด เพราะกลัวแสงสว่างหรือกลัวคนเห็น ฉันใดก็ฉันนั้น เจ้าตัวร้ายนี้ก็กลัวใจที่มีสติรู้ทัน เมื่อใดก็ตามที่มีสติ ใจก็พลันสว่าง สามารถเห็นเจ้าตัวร้ายคาหนังคาเขา ทำให้มันต้องรีบหลบหนี ไม่มารังควาญอีกต่อไป ความปกติสุขจึงกลับคืนสู่ใจของเรา
<p>แน่นอนมันไม่ได้หายไปเลย แต่จะคอยกลับมารบกวนเวลาเราเผลอ การมีสติหมั่นดูใจตนอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ดังนั้นจึงอย่าเผลอส่งจิตออกนอกตัว จนลืมกลับมาดูใจ หาไม่แล้วความสุขของคุณจะถูกดูดหายไปได้ง่าย ๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://supachai.com/present/steal-happiness.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

