<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Supachai.com</title>
	<atom:link href="http://supachai.com/present/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://supachai.com/present</link>
	<description>for The Right Understanding</description>
	<lastBuildDate>Fri, 11 May 2012 03:33:58 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.2</generator>
		<item>
		<title>รองเท้ากับแซกโซโฟน</title>
		<link>http://supachai.com/present/shoes-saxophone.html</link>
		<comments>http://supachai.com/present/shoes-saxophone.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 May 2012 03:33:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[inspire]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://supachai.com/present/?p=17300</guid>
		<description><![CDATA[นักแสดงชาวออสเตรเลีย ฮิว แจ็กแมน เคยเล่าว่า “พ่อของผมเป็นนักอุดมคติตัวจริง เขาสนใจแต่เรื่องการเรียนรู้ ถ้าผมขอรองเท้าไนกีสักคู่ คำตอบคือ ‘ไม่’ แต่ถ้าผมขอแซกโซโฟนสักตัว ผมจะได้มันในวันรุ่งขึ้นเลย แต่ผมก็ต้องเทกคอร์สเรียนการเป่า อะไรที่เกี่ยวกับการศึกษาหรือการเรียนรู้ พ่อผมจะไม่ประหยัดเลย” <a class="more-link" href="http://supachai.com/present/shoes-saxophone.html"><br /><img src="http://www.supachai.com/present/images/continue-reading.jpg"></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้เขียน : วินทร์ เลียววาริณ
<p>&nbsp;
<p>ความจำเป็นต้องซื้อหนังสือภาษาอังกฤษมาอ่านเสมอเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มข้อมูลในหัว ก็มีปัญหาของมัน เพราะหนังสือภาษาอังกฤษส่วนใหญ่ที่ส่งมาจำหน่ายในบ้านเรามีราคาสูง เล่มที่ราคาต่ำที่สุดหนึ่งเล่มสามารถซื้อหนังสือภาษาไทยได้ถึงสองสามเล่ม
<p>หลายครั้งเมื่อดูราคาปกแล้ว ก็ต้องคิดใหม่ ชั่งน้ำหนักว่าความรู้ที่อาจจะได้นั้นคุ้มกับเงินที่จะต้องควักออกไปหรือไม่
<p>สำหรับคนที่เงินในกระเป๋าจำกัด การตัดสินใจซื้ออะไรสักอย่างไม่ง่ายเหมือนคนคาบช้อนเงินช้อนทอง
<p>บางคนอยากเรียนทำอาหาร แต่เมื่อเห็นค่าคอร์สละสองพันสามพัน ก็คิดใหม่ ลงท้ายก็อาจไม่เรียน
<p>การซื้อคอมพิวเตอร์, เครื่องพิมพ์, เครื่องถ่ายเอกสาร, การเรียนพิเศษ, การเรียนภาษา, การเรียนต่อต่างประเทศ, การเข้าคอร์สอบรมพิเศษต่างๆ ฯลฯ เหล่านี้ก็มักอยู่ในกรอบการคิดแบบ “มันคุ้มหรือเปล่า?” เพราะเงินทองไม่ได้หาง่ายๆ เหมือนพวกคอร์รัปชัน ทุจริตเชิงนโยบายทีละหลายพันล้านบาท
<p>อย่างไรก็ตาม หากใช้เงินเป็นตัวตั้งในทุกเรื่อง เราอาจจำกัดโอกาสหลายๆ อย่างในชีวิต เพราะไม่ใช่การควักเงินทุกครั้งหมายถึง ‘การเสีย’
<p>หลักคิดที่ง่ายที่สุดก็คือ แยกแยะให้ออกว่าการควักเงินนั้นเป็น ‘ค่าใช้จ่าย’ หรือ ‘การลงทุน’
<p>หลายคนมักไม่แยกแยะอย่างนี้ ทำให้ประหยัดในเรื่องที่ไม่ควรประหยัด และไม่ประหยัดในเรื่องที่ควรประหยัด
<p>ค่าใช้จ่ายกับการลงทุนฟังดูคล้ายกัน ทำให้กระเป๋าเงินเบาเหมือนกัน แต่มันต่างกัน
<p>ค่าใช้จ่าย (expense) คือการควักเงินออกไปแล้ว ไม่มี ‘กำไร’ กลับคืนมา เช่น ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่มาสนองตัณหาตัวเอง, กินอาหารเย็นในภัตตาคารหรู, ซื้อขนม, ซื้อนิยายมาอ่านเพื่อความบันเทิง, ซื้อหนังสือภาพดารามาดูเพื่อสนองความพึงใจ, ค่าหมอ, ค่าจัดฟัน ฯลฯ เหล่านี้เป็นเงินที่เราจ่ายไปเพื่อดำรงชีวิต อาจได้ความสุข ความสบายใจมาด้วย แต่ในตอนจบ ไม่มีกำไร
<p>ส่วนการลงทุน (investment) คือการควักเงินออกไปแล้ว มี ‘กำไร’ กลับคืนมา อาจเร็วหรือช้า แต่มันจะกลับคืนมา เช่น ซื้อหนังสือแฟชั่นฝรั่งเล่มละสามพันบาทมาเป็นไอเดียการออกแบบเสื้อผ้าไปขาย ได้เงินสามแสน เป็นต้น
<p>บางครั้งเรื่องเดียวกันก็อาจเข้าข่ายได้ทั้งค่าใช้จ่ายและการลงทุน เช่น ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่มาสนองตัณหาตัวเอง ขณะเดียวกันก็สวมไปถ่ายแบบ ได้เงินค่าจ้าง, ซื้อนิยายมาอ่านเพื่อความบันเทิงแต่ก็สามารถใช้เป็นบทเรียนในการเขียนหนังสือไปขายได้ด้วย, จัดฟันให้สวยเพื่อรักษาสุขภาพฟัน ขณะเดียวกันก็ไปถ่ายแบบ เป็นต้น
<p>กำไรในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินทองเสมอไป
<p>มองแบบนี้ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เสียเวลาคิดน้อยลง
<p>องค์กรไม่น้อยไม่ยอมเสียเงินเพิ่มความรู้และไอเดียแก่พนักงาน เพราะมองว่ามันเป็นค่าใช้จ่าย แต่หากมองกว้างกว่านั้น ก็อาจสามารถแปลงค่าใช้จ่ายเป็นการลงทุน
<p>ผลตอบแทนบางอย่างมองไม่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นการศึกษานอกเวลา หรือการเรียนที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับอาชีพของเรา การศึกษาจากตำราแพงๆ หากสามารถใช้มันได้ตลอดชีวิต หรือมีประโยชน์ต่อการพัฒนาชีวิต หรือทำให้ฉลาดขึ้น ก็ถือว่าเป็นการลงทุน ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย
<p>บ่อยครั้งการลงทุนได้ผลกลับคืนมาในระยะเวลายาวนานมาก เช่นการอ่านหนังสือบางเล่ม อาจเป็นประโยชน์หลังจาก ‘เคี้ยวเอื้อง’ ละเอียดแล้วยี่สิบปีหลัง
<p>การเดินทางท่องเที่ยว อาจเป็นการพักผ่อนหย่อนใจชั่วคราว แต่ก็อาจสะสมเป็นประสบการณ์ชีิวิตที่ทำให้เข้าใจโลกและงานดีขึ้น หรืออาจจะทำให้เขียนหนังสือขายได้
<p>การเรียนภาษาต่างประเทศอาจทำให้ได้ช่องทางธุรกิจใหม่ๆ ในประเทศใหม่ๆ!
<p>ฯลฯ
<p>นักแสดงชาวออสเตรเลีย ฮิว แจ็กแมน เคยเล่าว่า “พ่อของผมเป็นนักอุดมคติตัวจริง เขาสนใจแต่เรื่องการเรียนรู้ ถ้าผมขอรองเท้าไนกีสักคู่ คำตอบคือ ‘ไม่’ แต่ถ้าผมขอแซกโซโฟนสักตัว ผมจะได้มันในวันรุ่งขึ้นเลย แต่ผมก็ต้องเทกคอร์สเรียนการเป่า อะไรที่เกี่ยวกับการศึกษาหรือการเรียนรู้ พ่อผมจะไม่ประหยัดเลย”
<p>ผมจำได้ว่า ในวัยเด็ก ครอบครัวผมมีเงินไม่มากนัก แต่พ่อของผมก็ไม่เคยประหยัดในเรื่องการเรียนพิเศษภาษาจีนและอังกฤษของลูกๆ เลย แม้ต้องทำงานหนักขึ้นก็ตาม (แต่แน่นอน แซกโซโฟนราคาสูงเกินไป!)
<p>ในการเลี้ยงลูก พ่อแม่ที่ฉลาดจึงควรรู้จักแยกแยะความแตกต่างระหว่าง ‘ค่าใช้จ่าย’ กับ ‘การลงทุน’
<p>ในการใช้ชีวิต หลายเรื่องก็อาจใช้หลักแยกแยะ ‘ค่าใช้จ่าย’ หรือ ‘การลงทุน’ เช่น การคบเพื่อน แม้ไม่ต้องเสียเงิน แต่หากคบเพื่อนแย่ มันอาจก่อให้เกิด ‘ค่าใช้จ่าย’ ในอนาคต
<p>การหาแฟนสวยแต่ทำงานไม่เป็น ก็เข้าข่าย ‘ค่าใช้จ่าย’ ตรงกันข้าม หากคู่ครองสามารถช่วยการงานการบ้านการเรือนด้วย ก็เข้าข่าย ‘การลงทุน’
<p>อืม! ฟังดูแข็งกระด้างชอบกล! แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า หลัก ‘ค่าใช้จ่าย’ หรือ ‘การลงทุน’ สอนเราให้มองชีวิตแบบกำไร-ขาดทุน มันเป็นเพียงเครื่องมือในการวิเคราะห์เรื่องราวและเหตุการณ์ เพื่อทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
<p>ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิต ไม่ว่าเป็นเรื่องเล็กๆ เช่นการซื้อสินค้าหนึ่งชิ้น ไปจนถึงการเลือกคู่ครอง ก็อาจใช้ความพอใจในการตัดสินใจ ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล หรือต้องประหยัดเสมอไป
<p>บ่อยครั้งผมเลือกซื้อสินค้าที่หน้าตา ทั้งที่บางครั้งก็ราคาสูงกว่า และไม่ค่อยมีประโยชน์
<p>ผมรู้จักผู้ชายคนหนึ่งที่บอกว่า เขายอมแต่งงานกับผู้หญิงสวยแต่โง่ดีกว่าแต่งงานกับผู้หญิงไม่สวยแต่เก่ง เขาใช้ ‘ความพอใจ’ เป็นมาตรในการดำเนินชีวิต “ก็พอใจอ่ะ!”
<p>จะใช้หลัก ‘ค่าใช้จ่าย-การลงทุน’ หรือ ‘ความพอใจ’&nbsp; ในการดำเนินชีวิต ก็แล้วแต่ทางเลือกของแต่ละคน เราคงไม่อาจใช้หลักใดหลักหนึ่งในทุกๆ กรณี
<p>แต่ขอเตือนไว้ก่อน ในเรื่องการเลือกคู่ครอง อย่าลืมคำโบราณที่ว่า หาเมียหรือสามีผิด คิดจนตัวตาย!</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://supachai.com/present/shoes-saxophone.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฉลาดทำใจในยามมีสุข</title>
		<link>http://supachai.com/present/clever-when-happy.html</link>
		<comments>http://supachai.com/present/clever-when-happy.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 08 May 2012 19:52:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[inspire]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://supachai.com/present/?p=17297</guid>
		<description><![CDATA[ใคร ๆ ก็ต้องการความสุข และคิดว่าความสุขจะได้มาก็เมื่อมีทรัพย์ ได้โชค มีสุขภาพดี มีงานการดี หรือสมหวังในความรัก เป็นต้น แต่ความสุขที่แท้จริงและยั่งยืนนั้นมิได้อยู่ที่ว่ามีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับเรามากมายเพียงใด แต่อยู่ที่เราวางใจหรือเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้นอย่างฉลาดหรือไม่ หากวางใจไม่เป็น ความสุขก็ผ่านเข้ามาในชีวิตเพียงชั่วประเดี๋ยว และอาจตามมาด้วยความทุกข์แสนสาหัส <a class="more-link" href="http://supachai.com/present/clever-when-happy.html"><br /><img src="http://www.supachai.com/present/images/continue-reading.jpg"></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้เขียน : พระไพศาล วิสาโล<br />ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
<p>&nbsp;
<p>&nbsp;
<p>ใคร ๆ ก็ต้องการความสุข และคิดว่าความสุขจะได้มาก็เมื่อมีทรัพย์ ได้โชค มีสุขภาพดี มีงานการดี หรือสมหวังในความรัก เป็นต้น แต่ความสุขที่แท้จริงและยั่งยืนนั้นมิได้อยู่ที่ว่ามีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับเรามากมายเพียงใด แต่อยู่ที่เราวางใจหรือเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้นอย่างฉลาดหรือไม่ หากวางใจไม่เป็น ความสุขก็ผ่านเข้ามาในชีวิตเพียงชั่วประเดี๋ยว และอาจตามมาด้วยความทุกข์แสนสาหัส
<p>ฉลาดทำใจเป็นสิ่งจำเป็นแม้ในยามมีสุขหรือสมหวัง เพราะในสุขนั้นมีทุกข์แฝงด้วยเสมอ เช่นเดียวกับคุณและโทษมักจะมาด้วยกัน หากวางใจอย่างฉลาด ความทุกข์หรือโทษย่อมเกิดขึ้นได้ยาก ขณะเดียวกันก็สามารถเข้าถึงความสุข รักษาให้ยั่งยืน และสร้างคุณประโยชน์ให้แพร่หลายกว้างขวาง ไม่ว่าทรัพย์ สุขภาพ ความสำเร็จ ชื่อเสียง สามารถสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เพิ่มพูนได้หากรู้จักใช้ด้วยใจที่ฉลาดสุขภาพดี แข็งแรง
<p>การมีสุขภาพดี ไม่มีโรคภัย นับเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่คนไม่ค่อยตระหนัก เพราะใจไปจดจ่ออยู่กับอย่างอื่นที่ยังมาไม่ถึงหรือยังไม่มี เช่น ความมั่งคั่ง ชื่อเสียง อำนาจ สถานะ คู่ครอง ต่อเมื่อล้มป่วย หรือทุพพลภาพ จึงมาได้คิดว่าครั้งหนึ่งความสุขเคยอยู่กับตัวแท้ ๆ แต่กลับมองข้ามไป บางคนมาได้คิดเมื่อสายไปเสียแล้ว เพราะร่างกายไม่มีวันดีเหมือนเดิม ดังนั้นถ้าวันนี้คุณยังมีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ก็ควรพอใจแล้ว อย่าไปมัวแต่เศร้าโศกน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาที่ไม่สมหวังในเรื่องต่าง ๆ อย่าลืมว่า มีผู้คนนับไม่ถ้วนที่อยากมีสุขภาพอย่างคุณ แต่ก็ทำไม่ได้ทั้ง ๆ ที่มีเงินมากมายมหาศาล ทั้งนี้เพราะสุขภาพมิอาจซื้อได้ด้วยเงิน
<p>ขอให้ถนอมรักษาสุขภาพของคุณเอาไว้ ด้วยการกินอาหาร ออกกำลังกาย รักษาใจและใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเหมาะสม อย่าคิดว่าสุขภาพดีนั้นเกิดขึ้นเอง หรือได้มาโดยคุณไม่ต้องทำอะไร การคิดเช่นนั้นจัดว่าเป็นความประมาทอย่างหนึ่ง เพราะหากคุณปล่อยตัวปล่อยใจ กิน เสพ เที่ยว อย่างไม่ระมัดระวัง ใหม่ ๆ อาจไม่เป็นไร แต่พอคุณเริ่มมีอายุ ผลร้ายจะแสดงตัวอย่างชัดเจน ถึงตอนนั้นอาจสายเกินกว่าที่คุณจะแก้ไขให้ดีเหมือนเดิมได้
<p>แต่ถึงจะดูแลรักษาสุขภาพอย่างไร ก็ควรตระหนักว่า สุขภาพเป็นของไม่เที่ยง ความเจ็บความป่วยเป็นของธรรมดาที่ไม่มีใครหนีพ้น แท้ที่จริงความเจ็บป่วยนั้นแทรกซึมอยู่ในทุกขณะที่ยังดูเหมือนปกติ เพียงแต่ยังไม่แสดงตัวเท่านั้น ดังพระพุทธเจ้าตรัสว่า “ความตายมีอยู่ในชีวิต ความเจ็บป่วยมีอยู่ในความไม่มีโรค” เพราะฉะนั้นจึงควรเตรียมใจไว้เสมอว่าสักวันหนึ่งคุณจะต้องเจ็บป่วย จะได้ไม่ทุกข์หรือก่นด่าชะตากรรมว่า “ทำไมถึงต้องเป็นฉัน?” เมื่อวันนั้นมาถึง
<p>เนื่องจากสักวันหนึ่ง ร่างกายของคุณก็จะต้องผันแปรไป ไม่อาจทำสิ่งต่าง ๆได้เหมือนเดิม ดังนั้นในขณะที่ยังมีสุขภาพดี ยังมีเรี่ยวแรง ไปไหนมาไหนได้สะดวก คุณจึงควรใช้โอกาสนี้ทำสิ่งที่มีประโยชน์ทั้งต่อคุณเอง ต่อครอบครัว และต่อส่วนรวมให้ได้มากที่สุด อย่าทิ้งโอกาสดี ๆ ไปโดยเปล่าประโยชน์ หรือใช้เรี่ยวแรงเพื่อตักตวงความสนุกสนานหรือความเพลิดเพลินชั่วครู่ชั่วยาม เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่อาจช่วยคุณได้หากคุณล้มป่วยหรืออ่อนแรงลง ถึงตอนนั้นแม้คุณอยากทำสิ่งดี ๆ ที่มีประโยชน์ ก็อาจทำไม่ได้แล้ว เพราะสังขารไม่อำนวย<br />ประสบความสำเร็จ
<p>ใคร ๆ ก็ชอบความสำเร็จ เพราะนอกจากจะหมายความว่าน้ำพักน้ำแรงที่เขาทุ่มเทไปไม่สูญเปล่าแล้ว ยังอาจได้รับคำสรรเสริญหรือรางวัลอีกด้วย แต่หากคุณไปคาดหวังคำสรรเสริญหรือรางวัล คุณอาจเป็นทุกข์ได้ง่าย ๆ อันที่จริงความสำเร็จก็เป็นรางวัลอยู่แล้วในตัวเอง คือเป็นรางวัลแห่งความพากเพียรพยายาม ซึ่งคุณควรภาคภูมิใจ แม้นไม่มีใครสรรเสริญเลยก็ตาม ยิ่งงานที่คุณทำนั้นเป็นประโยชน์เกื้อกูลผู้อื่น รอยยิ้มของเขาก็เพียงพอแล้วที่จะนำความสุขใจมาให้คุณ ความสุขอย่างนี้มีค่ามากกว่าคำสรรเสริญหรือรางวัลที่คนอื่นให้เสียอีก
<p>จะว่าไปแล้วถึงคุณทำงานไม่สำเร็จ แต่หากพยายามอย่างเต็มที่แล้ว ก็ควรภาคภูมิใจที่ได้ทำ โดยเฉพาะเมื่องานนั้นเป็นสิ่งดีงามหรือถูกต้อง การทำสิ่งที่ถูกต้องดีงามแม้ไม่สำเร็จ ย่อมมีคุณค่ามากกว่าการประสบความสำเร็จในการทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
<p>ความสำเร็จนั้นมิใช่เป็นของที่ได้มาง่าย ๆ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะมีเหตุปัจจัยต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย งานแต่ละชิ้นที่ประสบความสำเร็จ มักจะมีหลายคนและหลายสิ่งมาช่วยสนับสนุนให้บังเกิดผลที่มุ่งหวัง ความสำเร็จจึงเหมือนภูเขาน้ำแข็ง ที่มีส่วนพ้นผิวน้ำเพียงส่วนเดียว แต่อีก ๑๐ ส่วนอยู่ใต้น้ำซึ่งไม่มีใครมองเห็น ดังนั้นเมื่อประสบความสำเร็จ คุณควรตระหนักว่ามีผู้คนมากมายที่ช่วยหนุนส่งให้ความพยายามของคุณสัมฤทธิผลจนปรากฏเด่นเห็นชัดดังยอดภูเขาน้ำแข็ง อย่างน้อยคุณก็ได้อาศัยความรู้และประสบการณ์ของเขามาประยุกต์ใช้ คุณจึงควรขอบคุณบุคคลเหล่านั้น และตระหนักว่าความสำเร็จดังกล่าวมิใช่เป็นของคุณคนเดียว แต่เป็นของผู้คนอีกมากมายด้วย
<p>การมอบความสำเร็จให้ผู้อื่นมีส่วนเป็นเจ้าของด้วยนั้น เป็นการตระหนักถึงความจริงที่ช่วยลดอัตตาของคุณมิให้พองโต และจะดีกว่านั้นหากคุณยกความสำเร็จนั้นให้เป็นของ “ธรรมชาติ” อันได้แก่เหตุปัจจัยต่าง ๆ อีกมากมายที่ช่วยให้งานของคุณสัมฤทธิผล โดยคุณเองก็เป็นส่วนหนึ่งของกระแสแห่งเหตุปัจจัยดังกล่าว การทำเช่นนั้นจะช่วยให้คุณยึดติดในความสำเร็จดังกล่าวน้อยลง ไม่เป็นเจ้าเข้าเจ้าของจนใครมาแตะต้องหรือวิจารณ์ไม่ได้ เมื่อยกผลงานและความสำเร็จให้เป็นของธรรมชาติ คุณจะรับฟังคำวิจารณ์ด้วยใจที่เปิดกว้างและปล่อยวางได้มากขึ้น ไม่รู้สึกว่าคำวิจารณ์เหล่านั้นมากระทบ “ตัวกู ของกู” จนต้องปกป้อง แก้ตัว หรือกราดเกรี้ยว
<p>กับดักประการหนึ่งของความสำเร็จคือ ทำให้เราหลงตัวได้ง่าย และเกิดความประมาท ไม่คิดเรียนรู้หรือปรับปรุงตัวเอง เพราะคิดว่าวันนี้สำเร็จแล้ว พรุ่งนี้ก็จะสำเร็จเช่นกัน แต่ความเป็นจริงไม่ได้หยุดนิ่งหรือแน่นอนตายตัว ไม่ว่างานการและความสำเร็จจะยิ่งใหญ่แปลกใหม่เพียงใดก็ตาม สักวันหนึ่งก็จะกลายเป็นของธรรมดาและล้าสมัยไป ขืนทำซ้ำก็จะไม่ให้ผลเหมือนเดิม กลับจะกลายเป็นปัญหาและนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด บางคนจึงกล่าวว่า ความสำเร็จคือจุดเริ่มต้นของความล้มเหลว หรือเป็นความล้มเหลวที่ยังไม่ปรากฏ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงควรที่คุณจะตื่นตัวอยู่เสมอ ไม่ยึดติดหรือประมาทในความสำเร็จ หากพร้อมจะปรับเปลี่ยนหรือเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ เพื่อพาตัวเองออกจากกับดักดังกล่าว
<p>ขณะเดียวกันก็ไม่ควรหลงใหลได้ปลื้มกับความสำเร็จ ไม่เช่นนั้นก็จะต้องเศร้าโศกเสียใจเมื่อประสบกับความล้มเหลว อย่าลืมว่าไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ตลอด แม้แต่นักกีฬาที่เก่งที่สุดก็ยังต้องประสบกับความพ่ายแพ้ สำเร็จกับล้มเหลว แพ้กับชนะ เป็นของคู่กันที่ต้องเกิดกับคุณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณไม่สามารถเลือกอย่างหนึ่ง และปฏิเสธอีกอย่างได้ ถ้าไม่อยากทุกข์ยามล้มเหลว ก็อย่าปล่อยใจเป็นสุขมากเมื่อได้รับความสำเร็จ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://supachai.com/present/clever-when-happy.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ที่สุดของการถือสา</title>
		<link>http://supachai.com/present/mind.html</link>
		<comments>http://supachai.com/present/mind.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 07 May 2012 03:51:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[inspire]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://supachai.com/present/?p=17294</guid>
		<description><![CDATA[เคยมีคนกราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า   ถ้าหากจะย่อหลักธรรมของพระองค์ให้เหลือเพียงสั้น ๆ ทว่าครอบคลุมใจความทั้งหมดแห่งพระพุทธศาสนา จะสรุปได้ว่าอะไร   พระองค์ตรัสว่า   หากจะให้สรุปเช่นนั้น   ก็ขอสรุปว่าใจความแห่งคำสอนของพระองค์ขึ้นอยู่กับประโยคที่ว่า   ‘ สัพเพ   ธัมมานาลัง   อะภินิเวสายะ   ใดใดในโลกอันบุคคลไม่ควรยึดติดถือมั่น ’ <a class="more-link" href="http://supachai.com/present/mind.html"><br /><img src="http://www.supachai.com/present/images/continue-reading.jpg"></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เคยมีคนกราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า&nbsp;&nbsp; ถ้าหากจะย่อหลักธรรมของพระองค์ให้เหลือเพียงสั้น ๆ ทว่าครอบคลุมใจความทั้งหมดแห่งพระพุทธศาสนา จะสรุปได้ว่าอะไร&nbsp;&nbsp; พระองค์ตรัสว่า&nbsp;&nbsp; หากจะให้สรุปเช่นนั้น&nbsp;&nbsp; ก็ขอสรุปว่าใจความแห่งคำสอนของพระองค์ขึ้นอยู่กับประโยคที่ว่า&nbsp;&nbsp; ‘ สัพเพ&nbsp;&nbsp; ธัมมานาลัง&nbsp;&nbsp; อะภินิเวสายะ&nbsp;&nbsp; ใดใดในโลกอันบุคคลไม่ควรยึดติดถือมั่น ’&nbsp;&nbsp;
<p>ทำไมจึงไม่ควรยึดติดถือมั่น&nbsp;&nbsp; เพราะที่ใดมีความถือมั่น&nbsp;&nbsp; ที่นั่นก็มีความทุกข์&nbsp;&nbsp; ความทุกข์ขยายตัวตามระดับความเข้มข้นของความยึดติด&nbsp; ยึดมาก&nbsp;&nbsp; ติดมาก&nbsp;&nbsp; จึงทุกข์มาก&nbsp;&nbsp; ไม่ยึด&nbsp;&nbsp; ไม่ติด&nbsp;&nbsp; จึงไม่ทุกข์&nbsp;&nbsp; ความไม่ยึดติดถือมั่น&nbsp;&nbsp; กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า&nbsp; ‘ การปล่อยวาง ’&nbsp;
<p>ทำไมจึงต้องปล่อยวาง เพราะทุกอย่าง&nbsp; ‘ มีความว่าง ’ มาแต่เดิม&nbsp; คนที่หลงกอด&nbsp; ‘ ความว่าง ’ โดยคิดว่าเป็น&nbsp; ‘ ความมี ’ ทำไมจะไม่ทุกข์ล่ะ หลายคนชอบกอดไว้หมดทุกเรื่อง ทุกปัญหา ทุกคน แล้วยกขึ้นไปแบกไว้บนบ่า จากนั้นก็มานั่งเป็นทุกข์ว่าทำไมชีวิตถึงได้เหนื่อยล้าขนาดนี้&nbsp; หมดเรี่ยวหมดแรงเหมือนโลกทั้งโลกกำลังกดทับ ก็เล่นถือเอาทุกเรื่องเป็นเรื่องของตัวหมดเลยนี่ ถ้าไม่แบกเอาไว้ก็คงไม่หนัก ถ้าไม่ถือเอาไว้ก็คงไม่เหนื่อย&nbsp; แต่ก็นั่นแหล่ะ บางคน&nbsp; ‘ วาง ’ ไม่เป็น มีจิตฟุ้งซ่านต้องการจะเป็นธุระไปเสียทั้งหมด&nbsp;&nbsp; ก็ต้องแลกเอากับผลลัพธ์ที่ทำให้เหน็ดเหนื่อย&nbsp; </p>
<p>มีเรื่องเล่าชวนคิดเรื่องหนึ่งว่า&nbsp; </p>
<p>พระบวชใหม่รูปหนึ่งเดินบิณฑบาตผ่านชุมชนแห่งหนึ่งซึ่งมีผู้คนจอแจ&nbsp;&nbsp; ขณะเดินสำรวมก้มหน้าแต่พอประมาณเพื่อเดินผ่านชุมชนไปอย่างช้าๆ&nbsp; นั่นเอง จู่ๆ&nbsp;&nbsp; มีชายผู้หนึ่งใส่สูท&nbsp;&nbsp; ผูกเนคไท&nbsp;&nbsp; สวมแว่นตาดำ&nbsp;&nbsp; เดินเข้ามาหาท่าน&nbsp;&nbsp; พร้อมชี้หน้าด่าท่านอย่างสาดเสียเทเสีย&nbsp; พระรูปนั้นตกตะลึง รีบเดินหนี&nbsp; แต่แม้ท่านจะเดินหนีชายคนนั้นพ้นแล้ว แต่เสียงด่าทอของเขายังก้องอยู่ในโสตประสาทของท่านอย่างชัดถ้อยชัดคำ เมื่อกลับมาถึงวัด พลันที่คิดถึงเหตุการณ์ที่ตนถูกชี้หน้าด่ากลางฝูงชน&nbsp; พระหนุ่มก็รู้สึกโกรธจนหน้าแดงก่ำ ยิ่งคิดต่อไปว่าชายคนนั้นมาชี้หน้าด่าตนซึ่งเป็นพระ และตนก็จำได้ว่าตั้งแต่บวชเข้ามาในพระธรรมวินัย ก็ยังไม่เคยทำอะไรผิด คิดมาถึงขั้นว่าตนไม่ผิด แต่ทำไมตนต้องถูกด่า ยิ่งเจ็บ ยิ่งแค้น วันที่ท่านถูกด่ากลางชุมชนนั้นเป็นวันศุกร์ แต่ตกถึงเช้าวันจันทร์ท่านก็ยังไม่หายโกรธ&nbsp;
<p>เช้าวันจันทร์นั้น พระบวชใหม่ประคองบาตรเดินผ่านชุมชนนั้นเหมือนเดิม ท่านพยายามสอดส่ายสายตามองหาชายคนเดิม ตั้งใจว่าวันนี้จะต้องถามให้รู้เรื่องว่าเหตุใดจึงมาชี้หน้าด่าตนเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ยิ่งพยายามค้นหา&nbsp; กลับยิ่งไม่พบ ท่านจึงเดินสำรวจรับอาหารบิณฑบาตต่อไป จนได้อาหารเต็มบาตรแล้วจึงเดินกลับวัด&nbsp; <br />ระหว่างทางกลับวัด โดยไม่คาดฝัน พระหนุ่มทอดสายตาไปพบกับชายคนหนึ่ง สวมสูท ผูกเนคไท ใส่แว่นตาดำ&nbsp; ท่านอุทานในใจว่า&nbsp;
<p>“ อ๋อ&nbsp;&nbsp; เจ้าคนนี้เองที่ด่าฉันเมื่อวันศุกร์ ”&nbsp;
<p>ภาพที่เห็นคือ ชายแต่งตัวดีคนนั้น นอนหลับหมดสติอยู่ข้างศาลเจ้าแม่แห่งหนึ่ง ข้างๆ ตัวเขามีขวดเหล้าล้มกลิ้งอยู่&nbsp; พอท่านพยายามเดินเข้าไปมองใกล้ๆ&nbsp; เขาจึงเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา พอเห็นท่านเท้านั้นชายคนนั้นก็ร้องขึ้นมาว่า&nbsp; <br />“ ขอเดชะ&nbsp;&nbsp; พระอาญาไม่พ้นเกล้าฯ&nbsp;&nbsp; บัดนี้พระองค์ทรงกลับมาครองพาราณสีอีกครั้งหนึ่งแล้วกระนั้นหรือ …” ว่าแล้วก็ลุกขึ้นรำเฉิบๆ&nbsp; พลันที่ท่านประเมินได้ว่าชายแต่งตัวดี&nbsp;&nbsp; คนที่ชี้หน้าด่าท่านเมื่อวันศุกร์ที่แล้วเป็นคนบ้าที่มาในร่างของคนแต่งตัวดีเท่านั้น ความโกรธที่ก่อตัวเป็นเมฆดำทะมึนอยู่ในใจของท่านมานานถึงสามวันก็อันตรธานไปอย่างง่ายดายชนิดไร้ร่องรอย&nbsp;
<p>ทำไมเราจึงปล่อยวางต่อคนบ้าได้ง่ายดายเหลือเกิน <br />แต่กับคนปกติ&nbsp;&nbsp; ทำไมเราจึงมีความรู้สึกว่าต้อง&#8230;เอาเรื่องราว&#8230;ให้&#8230;ถึงที่สุด&nbsp; <br />เราบ้าหรือเปล่า ?</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://supachai.com/present/mind.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อคิดจากหนุ่มบ้านนอก</title>
		<link>http://supachai.com/present/janitor.html</link>
		<comments>http://supachai.com/present/janitor.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 07 May 2012 03:19:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[inspire]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://supachai.com/present/?p=17292</guid>
		<description><![CDATA[หนุ่มบ้านนอกยากจนคนหนึ่ง เสี่ยงโชคเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ ทั้งที่มิได้มีความรู้อะไรเลย เนื่องจากได้ทราบข่าวที่เพื่อนเล่าให้ฟังว่า มีโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กำลังรับสมัคร “นักการภารโรง” ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา <a class="more-link" href="http://supachai.com/present/janitor.html"><br /><img src="http://www.supachai.com/present/images/continue-reading.jpg"></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ที่มา : forward mail
<p>&nbsp;
<p><a class="highslide img_1" href="http://supachai.com/present/wp-content/uploads/janitor.jpg" onclick="return hs.expand(this)"><img title="janitor" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="386" alt="janitor" src="http://supachai.com/present/wp-content/uploads/janitor_thumb.jpg" width="488" border="0"></a>
<p>หนุ่มบ้านนอกยากจนคนหนึ่ง เสี่ยงโชคเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ ทั้งที่มิได้มีความรู้อะไรเลย เนื่องจากได้ทราบข่าวที่เพื่อนเล่าให้ฟังว่า มีโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กำลังรับสมัคร “นักการภารโรง” ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา
<p>เขาจึงจับรถมากรุงเทพ และเดินกางแผนที่ (ที่เพื่อนเขียนให้) สุ่มถามชาวบ้านถึงที่ตั้งของโรงเรียนนั้น ซึ่งกว่าจะเจอก็เหงื่อตกไปหลายปี๊บทีเดียวแหละ
<p>เมื่อเข้าไปแจ้งความจำนงที่แผนกธุรการ จึงมีเจ้าหน้าที่มาเรียกให้นั่ง และยื่นใบสมัครมาให้กรอกข้อความ นายหนุ่มนั้นก็ยิ้มแหย ๆ ยกมือไหว้แล้วบอกอ่อย ๆ กับเจ้าหน้าที่ว่า “&#8230;ขอโทษครับพี่ ผม&#8230;คือว่า&#8230; ผม&#8230;อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ครับ&#8230;”
<p>เจ้าหน้าที่ ที่นั่งรับสมัครอยู่นั้นชักสีหน้าทันที
<p>“&#8230;อะไรกัน คิดจะมาสมัครงานที่โรงเรียน ถึงจะตำแหน่งแค่นักการภารโรง ถึงจะไม่ได้ใช้วุฒิการศึกษา แต่อย่างน้อยก็น่าจะอ่านออก เขียนได้ บ้างแหละ”
<p>หนุ่มบ้านนอกหน้าซีด ยกมือไหว้เจ้าหน้าที่ประหลก ๆ
<p>“&#8230;ผมไม่รู้หนังสือจริง ๆ ครับ แต่ช่วยรับผมไว้หน่อยเถิดครับพี่ ให้ผมแบกหามกวาดถูอะไรก็ได้ทุกอย่างครับ”
<p>“งั้นก็คงจะไม่ได้หรอก&#8230;” เจ้าหน้าที่เก็บใบสมัครกับปากกาที่วางไว้ให้ คืนอย่างไม่มีเยื่อใย
<p>“&#8230;เรามาสมัครงานกับโรงเรียนนะ อย่างน้อยก็ต้องมีพื้นรู้หนังสือบ้างสิ ถ้าไม่รู้อะไรเลยอย่างนี้ ก็เสียใจด้วยนะ กลับไปเถอะ”
<p>หนุ่มบ้านนอกก็ได้แต่เดินออกจากโรงเรียน ที่ตั้งความหวังว่าจะได้งานทำนั้นอย่างเงื่องหงอย และเมื่อไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ในกรุงเทพฯ ก็จึงต้องจำใจ กำเงินจำนวนสุดท้าย จับรถ ซมซานกลับบ้าน อย่างนกปีกหัก
<p>…
<p>แต่เมื่อกลับถึงบ้าน จึงนึกขึ้นได้ว่าตนเองนั้นเพิ่งได้รับมรดกเป็นที่ดินสวนรกร้างเท่าแมวดิ้นตาย มาจากพ่อผู้ล่วงลับไปแล้ว
<p>ด้วยความเจ็บใจ จึงเกิดเป็นแรงมานะ ให้จับจอบเสียม หักร้างถางพงที่ดินสวนเก่าที่รกร้างนั้น และค่อย ๆ พลิกฟื้นลงร่องผลไม้ไปทีละเล็กละน้อยอย่างฮึดสู้ชะตาชีวิต ด้วยความอดทน. . .
<p>…
<p>อาจเป็นบุญในปางบรรพ์ของพ่อหนุ่มคนนี้ก็ได้ ที่ปรากฎว่า หลายปีต่อมา สวนผลไม้ที่ลงแรงไว้นั้นออกผลอย่างงดงาม และสร้างผลกำไรมากทบทวีขึ้นทุกปี กระทั่งสามารถเก็บเงินซื้อที่ดินในแปลงข้างเคียง ขยายอาณาเขตสวนของตนเอง จนกว้างขึ้น และกว้างขึ้น. . .
<p>หลายสิบปีต่อมา จากความขยันขันแข็ง มานะอดทน และประสบการณ์ที่เพิ่มพูน บัดนี้ หนุ่มบ้านนอกคนนั้นก็กลายเป็นชายชราที่คนทั้งเมืองรู้จักในนามของ “พ่อเลี้ยงสวนผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดและภูมิภาคนั้น”
<p>…
<p>อยู่มาปีหนึ่ง เมื่อเก็บเกี่ยวผลไม้มากมายมหาศาล และชำระบัญน้ำบัญชีเรียบร้อย โดยฝีมือของลูกหลานที่เลี้ยงดู ให้การศึกษา และแจกงานการให้ทำในสวนนั้นแล้ว
<p>พ่อเลี้ยงชราก็หอบเงินเป็นฟ่อน นั่งรถเข้ามาในตัวอำเภอเพื่อขอเปิดบัญชีกับธนาคารเป็นครั้งแรก เมื่อแจ้งนาม และความจำนงกับธนาคารแล้ว พนักงานถึงกับตื่นเต้นกันยกใหญ่ ผู้จัดการสาขาถึงกับเดินมาต้อนรับด้วยตัวเองเลยทีเดียว
<p>เมื่อพนมมือไหว้ลูกค้าใหญ่ รายใหม่ อย่างนอบน้อมแล้ว ผู้จัดการก็แตะข้อต่อศอกยื่นใบเปิดบัญชีพร้อมปากกาปลอกทองให้กับพ่อเลี้ยงชราอย่างพินอบพิเทา
<p>“ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ ทางเรารู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสบริการพ่อเลี้ยงในครั้งนี้ รบกวนกรอกใบเปิดบัญชีด้วยครับ”
<p>พ่อเลี้ยงชราส่ายหน้าช้าๆ ยื่นปากกาปลอกทองคืนให้กับผู้จัดการ พร้อมกับยิ้มให้ พลางกล่าวเนิบๆ
<p>“พ่อหนุ่มช่วยกรอกรายการให้ลุงทีเถิด ลุงอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้หรอก&#8230;”
<p>ผู้จัดการรับปากกาคืนมาโดยอัตโนมัติแบบงงสุดขีด พลางค่อยๆอ้อมแอ้มถามลูกค้ารายใหญ่ (มาก) อย่างเกรงใจสุดๆ
<p>“&#8230; เอ่อ&#8230;ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยครับ&#8230;..เอ่อ&#8230;ขออนุญาตเรียนถามพ่อเลี้ยงด้วยความเคารพนิดหนึ่งเถิดครับ คือ&#8230;พวกเราในจังหวัดนี้ก็ทราบกันดีอยู่ถึงชื่อเสียงของพ่อเลี้ยง ในกิจการสวนผลไม้ที่ใหญ่โตและเจริญก้าวหน้าที่สุดในภูมิภาคนี้ แต่&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..” ผู้จัดการ ชะงัก ด้วยความเกรงใจ
<p>และในที่สุดก็หลุดปากถามออกมาด้วยความฉงนที่มิอาจเก็บไว้ได้จริงจริง
<p>“&#8230;แต่ พ่อเลี้ยงอ่านหนังสือไม่ออกและเขียนหนังสือไม่ได้ หรือครับ&#8230;”
<p>“&#8230;พ่อหนุ่ม” พ่อเลี้ยงชรายิ้มให้ผู้จัดการสาขาของธนาคารอย่างใจดี…
<p>“&#8230;ถ้าลุงอ่านหนังสือออก และเขียนหนังสือได้น่ะนะ&#8230;”
<p>แกถอนหายใจยาว
<p>ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ผู้จัดการถึงกับอึ้งไปนานเลยว่า
<p>“&#8230;ป่านนี้ ลุงก็คงได้เป็นภารโรงไปแล้วแหละ&#8230;”</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://supachai.com/present/janitor.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความงามของความเงียบ</title>
		<link>http://supachai.com/present/beautiful-of-silent.html</link>
		<comments>http://supachai.com/present/beautiful-of-silent.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 May 2012 16:33:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[Recommended]]></category>
		<category><![CDATA[inspire]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://supachai.com/present/?p=17284</guid>
		<description><![CDATA[วิถีชีวิตของเราเกี่ยวข้องกับเสียงดังจนมันกลายเป็นเรื่องปกติ นอกจากเสียงจอแจของจราจร เมื่อเข้าสำนักงานก็ได้ยินเสียงด่าของเจ้านาย (มักได้ยินชัดเจนจากทุกมุมสำนักงาน) เสียงเพลงในที่ทำงาน (คนไทยเรามักใจดีอยากให้เพื่อนทุกคนในสำนักงานได้ยินเพลงที่เราชอบด้วย) ฯลฯ <a class="more-link" href="http://supachai.com/present/beautiful-of-silent.html"><br /><img src="http://www.supachai.com/present/images/continue-reading.jpg"></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้เขียน : วินทร์ เลียววาริณ
<p><img title="137925693" style="border-right: 0px; border-top: 0px; display: inline; border-left: 0px; border-bottom: 0px" height="358" alt="137925693" src="http://supachai.com/present/wp-content/uploads/137925693.jpg" width="527" border="0">
<p>หากคุณเดินเท้าในเมืองหลวงของสยามประเทศ จากหัวถนนสีลมไปยังท้ายถนนในชั่วโมงเร่งด่วน คุณจะผ่านยามจำนวน 207 คน หนึ่งในสามของยามเหล่านี้ทำหน้าที่โบกรถเข้าออกอาคารสำนักงานต่างๆ ด้วยสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่านกหวีด ระดับเสียง 120 เดซิเบลที่กรีดร้องในระยะใกล้หู สูงพอทำให้ใจคุณสั่น แก้วหูสะเทือนถึงขั้นอันตราย พลานุภาพไม่แพ้พลังเสียงดูหลำแห่งทะเลใต้อย่างแน่นอน!
<p>มิน่าเล่าถนนสายนี้จึงมีโรงพยาบาลและคลินิกหู(คอจมูก) คั่นทุกๆ หลายช่วงตึก!
<p>สีลมเป็นเพียงหนึ่งในถนนใหญ่หลายสิบสายที่พลุกพล่านด้วยคน รถ และยามซึ่งนิยมใช้นกหวีดมากกว่าสัญญาณมือ ที่แปลกก็คือไม่ค่อยมีใครคิดว่านี่เป็นเรื่องแปลก ไม่เห็นใครบ่นอะไร แต่ละคนก้มหน้าก้มตาเดินไป ยามก็ตั้งหน้าตั้งตาเป่านกหวีด คนขับรถก็กดแตรไป
<p>ความจริงที่หลายคนอาจไม่รู้หรือรู้แต่ลืมไปแล้วก็คือ การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังเกิน 85 เดซิเบลนานๆ เป็นอันตรายต่อหูมนุษย์ และเสียงนกหวีดกับเสียงแตรรถนั้นเกินระดับ 85 เดซิเบลไม่น้อย
<p>นี่คือรายการเดซิเบลของเสียงต่างๆ :
<p>เสียงคุยกันปกติ 50-60 เดซิเบล <br />นาฬิกาปลุก 70-80 เดซิเบล <br />เสียงตะโกน 90-100 เดซิเบล <br />เสียงแตรรถยนต์ 110 เดซิเบล <br />ฟ้าร้อง / ไนท์คลับ / ร็อค คอนเสิร์ต 120 เดซิเบล <br />ลูกโป่งแตก 150 เดซิเบล <br />ประทัด 120-140 เดซิเบล <br />เครื่องบินขึ้นฟ้า 150-180 เดซิเบล
<p>คุณไม่ควรอยู่ในสภาวะเสียงที่ดัง 80-90 เดซิเบลนานกว่าแปดชั่วโมงต่อวัน การฟังเสียงดัง 115 เดซิเบลนานเพียงสิบห้านาทีต่อวัน สามารถทำลายเยื่อแก้วหูได้ เกิน 110 เดซิเบลขึ้นไปเป็นอันตรายต่อหู เกิน 180 เดซิเบลคือหูพัง
<p>จำไว้ง่ายๆ คือ ทุกๆ 5 เดซิเบลที่เพิ่มขึ้น ให้ลดเวลาที่อยู่กับเสียงนั้นลงครึ่งหนึ่ง
<p>หากคุณชอบฟังเพลงดนตรีในผับที่ระดับเสียง 100 เดซิเบล ก็ไม่ควรขลุกอยู่ในนั้นเกินสิบห้านาที มิเช่นนั้นวันหนึ่งคุณอาจตื่นขึ้นมาพบว่าโลกใบนี้เงียบผิดปกติ
<p>วิถีชีวิตของเราเกี่ยวข้องกับเสียงดังจนมันกลายเป็นเรื่องปกติ นอกจากเสียงจอแจของจราจร เมื่อเข้าสำนักงานก็ได้ยินเสียงด่าของเจ้านาย (มักได้ยินชัดเจนจากทุกมุมสำนักงาน) เสียงเพลงในที่ทำงาน (คนไทยเรามักใจดีอยากให้เพื่อนทุกคนในสำนักงานได้ยินเพลงที่เราชอบด้วย) ฯลฯ
<p>ทุกวันคนขายผักผลไม้แถวบ้านผมขับ &#8216;ยานเวลา&#8217; มาขายไข่ไก่ ผักกาดขาว ส้ม ทุเรียน ลำไย เงาะ ถึงหน้าบ้าน
<p>ยานเวลา นี้ย่อมาจากคำว่า &#8216;หย่อนยานเรื่องเวลา&#8217; นั่นคือใช้เครื่องขยายเสียงประกาศขายไข่ไก่ ผักกาดขาว ผักคะน้า ฯลฯ กันสองเวลา คือตอนห้าทุ่มเมื่อหลายคนหลับไปแล้ว กับตีห้าก่อนไก่หลายตัวโก่งคอขัน!
<p>แม้กระทั่งในสถานที่ที่ไม่ควรมีเสียงอย่างที่สุดเช่น สวนสาธารณะ ก็ยังเต็มไปด้วยมลพิษทางเสียง สวนสาธารณะในบ้านเรานิยมใช้เครื่องขยายเสียง ตั้งแต่การประกาศห้ามพาหมามาเดิน ไปจนถึงการใช้ไมโครโฟนร้องเพลงคาราโอเกะอย่างสุขสม
<p>ในช่วงเทศกาลรื่นเริง เรามักเห็นการจัดปาร์ตี้ยามดึกดื่นพร้อมเสียงดนตรีดังจากท้ายซอยถึงต้นซอย
<p>เมื่อขึ้นแท็กซี่ น้อยครั้งคุณจะพบคันที่ไม่เปิดวิทยุ
<p>เราเป็นชาติที่หนวกหูที่สุดชาติหนึ่งในโลก!
<p>มนุษย์เมืองหลวงเคยชินกับเสียงเหล่านี้จนมองไม่เห็นว่ามันไม่ปกติ
<p>สุภาษิตโบราณว่า ถ้าทุกคนพูดพร้อมกัน ก็จะไม่มีใครได้ยิน
<p>อาจจะจริง ถ้าเรายังไม่ยอมลดการใช้เสียงดังอย่างนี้ วันหนึ่งก็จะไม่มีใครได้ยินจริงๆ
<p>การแก้ปัญหามลพิษเสียงก็เช่นเดียวกับการแก้ปัญหาจราจรและอีกหลายๆ ปัญหา นั่นคือแก้ที่คน ไม่ใช่ป้ายห้ามใช้เสียง แก้ด้วยหลักง่ายๆ : &#8220;เอาใจเขามาใส่ใจเรา&#8221;
<p>อย่าทึกทักว่าคนอื่นชอบเพลงที่คุณชอบ อย่าสรุปว่าคนอื่นอยากฟังคุณร้องเพลง ถ้าไม่ชอบเสียงนกหวีดข้างหูคุณ คนอื่นก็ไม่ชอบ ถ้าไม่อยากให้ใครมาตะโกนตะคอกใส่ ก็ไม่ตะโกนตะคอกใส่คนอื่น
<p>เงียบๆ ไว้บ้าง โลกจะสดใสขึ้นมาก
<p>เดินเงียบๆ คิดเงียบๆ ทำงานเงียบๆ
<p>เมื่อโลกเงียบลง คุณอาจจะได้ยินเสียงแมลงกระซิบกัน เสียงลมพัด เสียงใบไม้ไหว เสียงนกบอกรัก
<p>ที่สำคัญที่สุด คุณจะได้ยินเสียงความคิดและเสียงหัวใจของคุณชัดขึ้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://supachai.com/present/beautiful-of-silent.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อย่าอุเบกขาแบบ&#8230;ควาย</title>
		<link>http://supachai.com/present/equanimity.html</link>
		<comments>http://supachai.com/present/equanimity.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 May 2012 16:19:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[inspire]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://supachai.com/present/?p=17280</guid>
		<description><![CDATA[ทุกครั้งที่เกิดปัญหา ผู้คนในสังคมไทยมักส่งเสียงเตือนกันอย่างคุ้นชินว่า "ช่างมันเถอะ" แต่ก่อนที่ใจของเราจะพูดคำว่า "ช่างเถอะ" ได้ ปฏิกิริยาภายในต้องเดินทางไปสู่การ "ยอม" เสียก่อน เพราะถ้ายอมได้จะปล่อยได้ จึงช่างมันได้ <a class="more-link" href="http://supachai.com/present/equanimity.html"><br /><img src="http://www.supachai.com/present/images/continue-reading.jpg"></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้เขียน : ช่อผกา วิริยานนท์ <br />ที่มา : <a href="http://www.posttoday.com">http://www.posttoday.com</a>
<p>&nbsp;
<p>ทุกครั้งที่เกิดปัญหา ผู้คนในสังคมไทยมักส่งเสียงเตือนกันอย่างคุ้นชินว่า &#8220;ช่างมันเถอะ&#8221; แต่ก่อนที่ใจของเราจะพูดคำว่า &#8220;ช่างเถอะ&#8221; ได้ ปฏิกิริยาภายในต้องเดินทางไปสู่การ &#8220;ยอม&#8221; เสียก่อน เพราะถ้ายอมได้จะปล่อยได้ จึงช่างมันได้
<p>สังคมไทยมีมุมหนึ่งที่สดสวยและงดงาม ด้วยหัวใจที่พร้อมต่อการยอมและให้อภัยของคนในชาติ เป็นสังคมเปี่ยมสุข ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม คนไทยส่วนใหญ่เกือบทั้งประเทศจึงสามารถยิ้มได้ ทุกที่ ทุกเวลา และทุกสถานการณ์ ด้วยค่านิยมพื้นฐานในสังคมไทย ที่บ่มเพาะ &#8220;การยอม&#8221; ตามคำสอน&#8230;อุเบกขา
<p>อุเบกขาหรือการทำใจให้เป็นกลาง เป็นภาวะที่บังเกิดขึ้นภายในใจ เมื่อการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการแก้ไขเดินทางต่อไปไม่ได้แน่แล้ว การปล่อยใจให้ยอมรับกับความจริงตรงหน้า อย่างมีใจเป็นกลาง จึงเป็นทางออกสุดท้ายในการแก้ปัญหาทุกชนิดในโลก
<p>ปัญหาโลกแตกที่มักเริ่มต้นจากเรื่องข้างใน แล้วจึงลุกลามออกไปเป็นเรื่องข้างนอก
<p>หลายเดือนก่อนหน้านี้&#8230;ฉันวนเวียนอยู่กับปัญหาของตัวเอง ปัญหาเรื่องงานที่แก้ไขให้สิ้นซากไม่ได้เสียที เพราะบุคคลที่เกี่ยวข้องยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยน
<p>ฉันต้องวนเวียนอยู่กับความอึดอัด กับอาการชักเย่อของใจด้วยใจหนึ่ง&#8230;พร้อมที่จะออกไป &#8220;สู้&#8221; ตามอุปนิสัยพื้นฐานของตน แต่อีกใจหนึ่งก็อยากทำตามเสียงเรียกร้องของสังคมรอบด้านที่บอกให้ &#8220;ยอม&#8221;
<p>ฉันควรจะสู้ หรือฉันควรจะยอม กลายเป็นคำถามที่สร้างความอึดอัดคับข้อง รบกวนความสุขด้านใน จนหัวใจไร้ความสงบ กระทั่งวันหนึ่ง&#8230;เมื่อได้อ่านบทธรรมของหลวงพ่อชา และเจอคำสอนในการแก้ปัญหาที่ว่า&#8230;จงอย่าอุเบกขาแบบควาย
<p>ท่านอาจารย์เน้นย้ำว่า อย่าใช้อุเบกขาแบบพร่ำเพรื่อผิดเวลา เช่น หากนั่งสมาธิอยู่กลางแจ้งแล้วเกิดฝนตก หน้าที่ของเราคือหลบ&#8230;ไม่ใช่ทน การแก้ปัญหาด้วยการวางอุเบกขานั่งตากฝน จึงไม่ใช่ทางออกของชีวิต เพราะเมื่อฝนตก เราอาจต้องเปียก แต่เราไม่จำเป็นต้องเปียก เพียงแค่เรา &#8220;ขยับ&#8221; การนั่งทนตากฝนเปียกปอนไม่ขยับเขยื้อน จึงไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่มีปัญญา หากแต่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของวิธีคิดแบบไทยๆ ที่เผลอวางอุเบกขา&#8230;แบบควาย
<p>เกิดเป็นลำแสงเล็กๆ ที่วาบขึ้นด้านในหัวใจ เสมือนคนที่เดินหลงทางอยู่ในห้องมืดมาอย่างยาวนาน แค่เพียงได้หันมองมุมใหม่ จึงเห็นลำแสงส่องสว่างปรากฏขึ้นปลายทาง แม้จะเป็นเพียงจุดเล็กๆ แต่นั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่แสนจะเป็นสุข ด้วยค้นพบแล้วว่า&#8230;อะไรคือเหตุแห่งความอึดอัดภายในของฉัน กับการไม่ยอมอุเบกขาแบบควาย
<p>ด้วยเกิดมาเป็นสตรีไทยพันธุ์ประหลาด ที่สอบไม่ผ่านมาตรฐานวิธีคิดทั่วไปของคนในชาติ จึงเคยชินต่อการเลือกวิธีแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิต ด้วยการสู้&#8230;มากกว่าถอย ความอึดอัด&#8230;จึงอยู่ตรงนี้
<p>ด้วยคิดผิดบิดมุมไปเพียงนิดเดียว การดิ้นรนต่อสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมของฉัน จึงกลายเป็นสงครามภายในที่ทำลายล้างตัวเอง
<p>เพราะทางออกที่ใครๆ บอก ดูเหมือนมีเพียงการยอมแพ้ หรือไม่ก็ยอมจำนน หาใช่การ &#8220;ยอมรับ&#8221; ซึ่งเป็นความหมายโดยธรรม ตามหลักการอุเบกขาไม่
<p>คำสอนของท่านหลวงพ่อชาประโยคนี้ จึงเตือนสติให้ฉันรู้ว่า เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น ฉันต้องยุติสงครามภายในให้ได้ด้วยการ&#8221;ยอมรับ&#8221; ตามความเป็นจริงที่มันเป็น ว่าเราได้อดทนพยายามแก้ไขสิ่งนั้นมาอย่างยาวนาน&#8230;กว่าครึ่งปีแล้ว เป็นการ &#8220;ยอมรับ&#8221; ที่จะอยู่กับการไม่ได้ดั่งใจ จนเกิดคลื่นความสงบภายใน ด้วยใจที่เป็นกลาง
<p>แต่นั่นไม่ได้แปลว่าฉันต้องหยุดทำหน้าที่ เพราะเมื่อฝนตก อุเบกขาภายในจะช่วยทำให้ใจไม่หงุดหงิด แต่การทำหน้าที่ภายนอกเพื่อการแก้ไข ยังคงต้องมีอยู่ จึงเกิดปัญญารู้ว่าควรขยับ ปัญหาความเปียกปอนที่กาย&#8230;จึงหายไป ปัญหาความหงุดหงิดใจภายใน&#8230;ก็ไม่มี พบคำตอบให้กับตัวเองว่า จงยอมรับสภาพของปัญหาที่มันลุกลามเกินการแก้ไขเถิด และไม่ต้องไปโกธรหรือเสียใจกับมัน เพียงดึงใจกลับมาสู่ความสงบและเยือกเย็นอย่างต่อเนื่อง
<p>จึงเหลือเพียงการทำหน้าที่ภายนอก เพื่อเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงอย่างมีคุณภาพต่อไป มีเพียงการกระทำ&#8230;แต่ไม่มีผู้กระทำ ด้วยซาบซึ้งแล้วว่าจงยอมรับ&#8230;แต่อย่ายอมจำนน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://supachai.com/present/equanimity.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำอย่างไรจะหายโกรธ</title>
		<link>http://supachai.com/present/how-to-calm-down.html</link>
		<comments>http://supachai.com/present/how-to-calm-down.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 May 2012 15:18:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Dhamma]]></category>
		<category><![CDATA[Illusion]]></category>
		<category><![CDATA[inspire]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://supachai.com/present/?p=17275</guid>
		<description><![CDATA[เมตตา มีคู่ปรับสำคัญอย่างหนึ่งคือความโกรธ ความโกรธเป็นศัตรูที่คอยขัดขวาง ไม่ให้เมตตาเกิดขึ้นคนบางคนเป็นผู้มักโกรธ พอโกรธขึ้นมาแล้วก็ต้องทำอะไรรุนแรงออกไป ทำให้เกิดความเสียหาย ถ้าทำอะไรไม่ได้ ก็หงุดหงิดงุ่นง่านทรมานใจตัวเองในเวลานั้น เมตตาหลบหาย ไม่รู้ว่าไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ไม่ยอมปรากฏให้เห็น ส่วนความโกรธทั้งที่ไม่ต้องการ แต่ก็ไม่ยอมหนีไปบางทีจนปัญญาไม่รู้จะขับไล่หรือกำจัดให้หมดไปได้อย่างไร <a class="more-link" href="http://supachai.com/present/how-to-calm-down.html"><br /><img src="http://www.supachai.com/present/images/continue-reading.jpg"></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้เขียน : พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต)
<p>&nbsp;
<p>พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งเมตตาการุณย์ พระพุทธเจ้ามีพระคุณข้อใหญ่ประการหนึ่ง<br />คือ พระมหากรุณา ชาวพุทธทุกคนได้รับการสั่งสอนให้มีเมตตากรุณา ให้ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นด้วยกายวาจา<br />และมีน้ำใจปรารถนาดี แม้แต่เมื่อไม่ได้ทำอะไรอื่น ก็ให้แผ่เมตตาแก่เพื่อนมนุษย์ตลอดจนสัตว์ทั้งปวง<br />ขอให้อยู่เป็นสุขปราศจากเวรภัยกันโดยทั่วหน้า
<p>อย่างไรก็ตาม เมตตา มีคู่ปรับสำคัญอย่างหนึ่งคือความโกรธ ความโกรธเป็นศัตรูที่คอยขัดขวาง<br />ไม่ให้เมตตาเกิดขึ้นคนบางคนเป็นผู้มักโกรธ พอโกรธขึ้นมาแล้วก็ต้องทำอะไรรุนแรงออกไป<br />ทำให้เกิดความเสียหาย ถ้าทำอะไรไม่ได้ ก็หงุดหงิดงุ่นง่านทรมานใจตัวเองในเวลานั้น<br />เมตตาหลบหาย ไม่รู้ว่าไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ไม่ยอมปรากฏให้เห็น ส่วนความโกรธทั้งที่ไม่ต้องการ<br />แต่ก็ไม่ยอมหนีไปบางทีจนปัญญาไม่รู้จะขับไล่หรือกำจัดให้หมดไปได้อย่างไร
<p>โบราณท่านรู้ใจและเห็นใจคนขี้โกรธจึงพยายามช่วยเหลือ โดยสอนวิธีการต่างๆ สำหรับระงับความโกรธ<br />วิธีการเหล่านี้มีประโยชน์ไม่เฉพาะสำหรับคนมักโกรธเหล่านั้นแต่เป็นคติแก่ทุกคน ช่วยให้เห็นโทษของความโกรธ<br />และมั่นในคุณของเมตตายิ่งขึ้น จึงขอนำมาเสนอพิจารณากันดู วิธีเหล่านั้นท่านสอนไว้เป็นขั้นๆ ดังนี้ </p>
<p>ขั้นที่ ๑ นึกถึงผลเสียของความเป็นคนมักโกรธ&nbsp; เช่น </p>
<p>ก. สอนตนเองให้นึกว่า พระพุทธเจ้าของเราทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ และทรงสอนชาวพุทธให้เป็นคนดีเมตตา<br />เรามัวมาโกรธอยู่ไม่ระงับความโกรธเสีย เป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ ไม่ทำตามอย่างพระศาสดา<br />ไม่สมกับเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า จงรีบทำตัวให้สมกับที่เป็นศิษย์ของพระองค์ และจงเป็นชาวพุทธที่ดี
<p>ข. พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า คนที่โกรธเขาก่อนก็นับว่าเลวอยู่แล้ว คนที่ไม่มีสติรู้เท่าทันหลงโกรธตอบเขาไปอีก<br />ก็เท่ากับสร้างความเลวให้ยืดยาวเพิ่มมากขึ้น นับว่าเลวหนักลงไปกว่าคนที่โกรธก่อนนั้นอีก เราอย่าเป็นทั้งคนเลว ทั้งคนเลวกว่านั้นเลย
<p>ค. พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนต่อไปอีกกว่าเขาโกรธมา เราไม่โกรธตอบไป อย่างนี้เรียกว่าชนะสงครามที่ชนะได้ยาก<br />เมื่อรู้ทันว่าคนอื่นหรืออีกฝ่ายหนึ่งเขาขุ่นเคืองขึ้นมาแล้ว เรามีสติระงับใจไว้เสีย ไม่เคืองตอบ<br />จะชื่อว่าเป็นผู้ทำประโยชน์ให้แก่ทั้งสองฝ่าย คือ ช่วยไว้ทั้งเขาและทั้งตัวเราเอง<br />เพราะฉะนั้น เราอย่าทำตัวเป็นผู้แพ้สงครามเลย จงเป็นผู้ชนะสงครามและเป็นผู้สร้างประโยชน์เถิด อย่าเป็นผู้สร้างความพินาศวอดวายเลย
<p>ถ้าคิดนึกระลึกอย่างนี้แล้วก็ยังไม่หายโกรธให้พิจารณาขั้นที่สองต่อไปอีก </p>
<p>ขั้นที่ ๒ พิจารณาโทษของความโกรธ </p>
<p>ในขั้นนี้มีพุทธพจน์ตรัสสอนไว้มากมาย เช่นว่า “คนขี้โกรธจะมีผิวพรรณไม่งาม คนขี้โกรธนอนก็เป็นทุกข์ ฯลฯ<br />คนโกรธไม่รู้เท่าทันว่าความโกรธนั้นแหละคือภัยที่เกิดขึ้นข้างในตัวเอง พอโกรธเข้าแล้วก็ไม่รู้จักว่าอะไรเป็นประโยชน์<br />โกรธเข้าแล้วมองไม่เห็นธรรม เวลาถูกความโกรธครอบงำ มีแต่ความมืดตื้อ คนโกรธจะผลาญสิ่งใด<br />สิ่งนั้นทำยากก็เหมือนทำง่าย แต่ภายหลังพอหายโกรธแล้ว ต้องเดือดร้อนใจเหมือนถูกไฟเผา”
<p>“แรกจะโกรธนั้น ก็แสดงความหน้าด้านออกมาก่อนเหมือนมีควันก่อนจะเกิดไฟ พอความโกรธแสดงเดชทำให้คนดาลเดือดได้<br />คราวนี้ละไม่มีกลัวอะไร ยางอายก็ไม่มี ถ้อยคำไม่มีคารวะ ฯลฯ คนโกรธฆ่าพ่อฆ่าแม่ของตัวเองก็ได้ ฆ่าพระอรหันต์<br />ฆ่าคนสามัญก็ได้ทั้งนั้น ลูกที่แม่เลี้ยงไว้จนได้ลืมตามองดูโลกนี้แต่มีกิเลสหนา พอโกรธขึ้นมาก็ฆ่าได้แม้แต่แม่ผู้ให้ชีวิตนั้น ฯลฯ”
<p>“กาลีใดไม่มีเท่าโทสะ” ฯลฯ “เคราะห์อะไรเท่าโทสะไม่มี”
<p>ความโกรธมีโทษก่อผลร้ายให้มากมาย อย่างพุทธพจน์นี้เป็นตัวอย่าง แม้เรื่องราวในนิทานต่างๆ และชีวิตจริงก็มีมากมาย<br />ล้วนแสดงให้เห็นว่าความโกรธมีแต่ทำให้เกิดความเสียหายและความพินาศ ไม่มีผลดีอะไรเลยจึงควรฆ่ามันทิ้งเสีย อย่าเก็บเอาไว้เลย<br />ฆ่าอะไรอื่นแล้วอาจจะต้องโศกเศร้าเสียใจ แต่ “ฆ่าความโกรธแล้วนอนเป็นสุข ฆ่าความโกรธแล้วไม่โศกเศร้าเลย”
<p>พิจารณาโทษของความโกรธทำนองนี้แล้วก็น่าจะบรรเทาความโกรธได้ แต่ถ้ายังไม่สำเร็จก็ลองวิธีต่อไปอีก
<p>&nbsp;
<p>ขั้นที่ ๓ นึกถึงความดีของคนที่เราโกรธ
<p>ธรรมดาคนเรานั้น ว่าโดยทั่วไป แต่ละคนๆ ย่อมมีข้อดีบ้าง ข้อเสียบ้าง มากบ้างน้อยบ้าง<br />จะหาคนดีครบถ้วนบริบูรณ์ ไม่มีข้อบกพร่องเลย คงหาไม่ได้หรือแทบจะไม่มี บางทีแง่ที่เราว่าดี คนอื่นว่าไม่ดี<br />บางทีแง่ที่เราว่าไม่ดี คนอื่นว่าดี เรื่องราว ลักษณะหรือการกระทำของคนอื่นที่ทำให้เราโกรธนั้น<br />ก็เป็นจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องของเขาอย่างหนึ่ง หรืออาจเป็นแง่ที่ไม่ถูกใจเรา เมื่อจุดนั้นแง่นั้นของเขาไม่ดีไม่ถูกใจเรา<br />ทำให้เราโกรธ ก็อย่ามัวนึกถึงแต่จุดนั้น แง่นั้นของเขา พึงหันไปมองหรือระลึกถึงความดีหรือจุดอื่นที่ดีๆ ของเขา เช่น
<p>คนบางคน ความประพฤติทางกายเรียบร้อยดี แต่พูดไม่ไพเราะ หรือปากไม่ดี แต่ก็ไม่ได้ประพฤติเกะกะระรานทำร้ายใคร
<p>บางคนแสดงออกทางกายกระโดกกระเดกไม่น่าดู หรือการแสดงออกทางกายเหมือนไม่มีสัมมาคารวะ<br />แต่พูดจาดี สุภาพ หรือไม่มีก็อาจพูดจามีเหตุมีผล หรือบางคนปากร้ายแต่ใจดีหรือสัมพันธ์กับคนอื่นไม่ค่อยดี<br />แต่เขาก็รักงานตั้งใจทำหน้าที่ของเขาดี หรือคราวนี้เขาทำอะไรไม่สมควรแก่เรา แต่ความดีเก่าๆ เขาก็มีเป็นต้น
<p>ถ้ามีอะไรที่ขุ่นใจกับเขา ก็อย่าไปมองส่วนที่ไม่ดี พึงมองหาส่วนที่ดีของเขาเอาขึ้นมาระลึกนึกถึง<br />ถ้าเขาไม่มีความดีอะไรเลยที่จะให้มองเอาจริงๆ ก็ควรคิดสงสาร ตั้งความกรุณา แต่เขาว่าโธ่ ! น่าสงสาร<br />ต่อไปคนคนนี้คงจะต้องประสบผลร้ายต่างๆ เพราะความประพฤติไม่ดีอย่างนี้ นรกอาจรอเขาอยู่ ดังนี้เป็นต้น<br />พึงระงับความโกรธเสีย เปลี่ยนเป็นสงสารเห็นใจหรือคิดช่วยเหลือแทน
<p>ถ้าคิดอย่างนี้ ก็ยังไม่หายโกรธ ลองวิธีขั้นต่อไปอีก </p>
<p>ขั้นที่ ๔ พิจารณาว่า ความโกรธ คือการสร้างทุกข์ให้ตัวเอง และเป็นการลงโทษตัวเองให้สมใจศัตรู </p>
<p>ธรรมดาศัตรูย่อมปรารถนาร้าย อยากให้เกิดความเสื่อมและความพินาศวอดวายแต่กันและกัน<br />คนโกรธจะสร้างความเสื่อมพินาศให้แก่ตัวเองได้ทั้งหลายอย่าง โดยที่ศัตรูไม่ต้องทำอะไรให้ลำบากก็ได้สมใจของเขา<br />เช่น ศัตรูปรารถนาว่า “ขอให้มัน (ศัตรูของเขา) ไม่สวยไม่งาม มีผิวพรรณไม่น่าดู” หรือ “ขอให้มันนอนเป็นทุกข์<br />ขอให้มันเสื่อมเสียประโยชน์ ขอให้มันมันเสื่อมทรัพย์สมบัติ ขอให้มันเสื่อมยศ ขอให้มันเสื่อมมิตร ขอให้มันตายไปตกนรก” เป็นต้น<br />เป็นที่หวังได้อย่างมากว่า คนโกรธจะทำผลร้ายเช่นนี้ให้เกิดแก่ตนเองตามปรารถนาของศัตรูของเขา<br />ด้วยเหตุนี้ ศัตรูที่ฉลาดจึงมักหาวิธีแกล้งยั่วให้ฝ่ายตรงข้ามโกรธ จะได้เผลอสติทำการผิดพลาด เพลี่ยงพล้ำ
<p>เมื่อรู้เท่าทันเช่นนี้แล้ว ก็ไม่ควรจะทำร้ายตนเองด้วยความโกรธ ให้ศัตรูได้สมใจเขาโดยไม่ต้องลงทุนอะไร
<p>ในทางตรงข้าม ถ้าสามารถครองสติได้ จึงกระทบอารมณ์ที่น่าโกรธก็ไม่โกรธ จิตใจไม่หวั่นไหว สีหน้าผ่องใส<br />กิริยาอาการไม่ผิดเพี้ยน ทำการงานธุระของตนไปได้ตามปกติ ผู้ที่ไม่ปรารถนาดีต่อเรานั่นแหละจะกลับเป็นทุกข์<br />ส่วนทางฝ่ายเราประโยชน์ที่ต้องการก็จะสำเร็จ ไม่มีอะไรเสียหาย
<p>อาจสอนตัวเองต่อไปอีกว่า
<p>“ถ้าศัตรูทำทุกข์ให้ที่ร่างกายของเจ้า แล้วไฉนเจ้าจึงมาคิดทำทุกข์ให้ที่ใจของตัวเอง ซึ่งมิใช่ร่างกายของศัตรูสักหน่อยเลย”
<p>“ความโกรธ เป็นตัวตัดรากความประพฤติดีงามทั้งหลายที่เจ้าตั้งใจรักษา เจ้ากลับไปพะนอความโกรธนั้นไว้ ถามหน่อยเถอะ ใครจะเซ่อเหมือนเจ้า”
<p>“เจ้าโกรธว่าคนอื่นทำกรรมที่ป่าเถื่อน แล้วไยตัวเจ้าเองจึงมาปรารถนาจะทำกรรมเช่นนั้นเสียเองเล่า”
<p>“ถ้าคนอื่นอยากให้เจ้าโกรธ จึงแกล้งทำสิ่งไม่ถูกใจให้ แล้วไฉนเจ้าจึงช่วยทำให้เขาสมปรารถนา ด้วยการปล่อยให้ความโกรธเกิดขึ้นมาได้เล่า”
<p>“แล้วนี่ เจ้าโกรธขึ้นมาแล้ว จะทำทุกข์ให้เขาได้หรือไม่ก็ตาม แต่แน่ๆ เดี๋ยวนี้เจ้าก็ได้เบียดเบียนตัวเองเข้าแล้วด้วยความทุกข์ใจ เพราะโกรธนั่นแหละ”
<p>“ศัตรูอาศัยความแค้นเคืองใด จึงก่อเหตุไม่พึงใจขึ้นได้ เจ้าจงตัดความแค้นเคืองนั้นเสียเถิด จะมาเดือดร้อนด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องไปทำไม”
<p>จงพิจารณาถึงขั้นปรมัตถ์ก็ได้ว่า
<p>“ขันธ์เหล่าใดก่อเหตุไม่พึงใจแก่เจ้า ขันธ์เหล่านั้นก็ดับไปแล้ว เพราะธรรมทั้งหลายเป็นเพียงชั่วขณะ แล้วทีนี้เจ้าจะมาโกรธให้ใครกันในโลกนี้”
<p>“ศัตรูจะทำทุกข์ให้แก่ผู้ใด ถ้าไม่มีตัวตนของผู้นั้นมารับทุกข์ ศัตรูนั้นจะทำทุกข์ให้ใครได้ ตัวเจ้าเองนั่นแหละเป็นเหตุของทุกข์อยู่ฉะนี้ แล้วทำไม่จะไปโกรธเขาเล่า
<p>ถ้าพิจารณาอย่างนี้ก็ยังไม่หายโกรธก็ลองพิจารณาขั้นต่อไป
<p>&nbsp;
<p>ขั้นที่ ๕พิจารณาความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน คือ
<p>พึงพิจารณาว่า ทั้งเราและเขาต่างก็มีกรรมเป็นสมบัติของตน ทำกรรมอะไรไว้ก็จะได้รับผลของกรรมนั้น<br />เริ่มด้วยพิจารณาตัวเองว่าเราโกรธแล้วไม่ว่าจะทำอะไร การกระทำของเรานั้นเกิดจากโทสะ ซึ่งเป็นอกุศลมูล<br />กรรมของเราก็ย่อมเป็นกรรมชั่วซึ่งก่อให้เกิดผลร้าย มีแต่ความเสียหาย ไม่เป็นประโยชน์ และเราจะต้องรับผลของกรรมนั้นต่อไป
<p>อนึ่ง เมื่อเราจะทำกรรมชั่วที่เกิดจากโทสะนั้น ก่อนเราจะทำร้ายเขา เราก็ทำร้ายแผดเผาตัวเราเองเสียก่อนแล้ว<br />เหมือนเอามือทั้งสองกอบถ่านไฟจะขว้างใส่คนอื่น ก็ไหม้มือของตัวก่อน หรือเหมือนกับเอามือกอบอุจจาระ<br />จะไปโปะใส่เขา ก็ทำตัวนั่นแหละ ให้เหม็นก่อน
<p>เมื่อพิจารณาความเป็นเจ้าของกรรมฝ่ายตนเองแล้ว ก็พิจารณาฝ่ายเขาบ้างในทำนองเดียวกัน เมื่อเขาโกรธเขาจะทำกรรมอะไรก็เป็นกรรมชั่ว<br />และเขาก็จะต้องรับผลกรรมของเขาเองต่อไป กรรมชั่วนั้น จะไม่ช่วยให้เขาได้รับผลดีมีความสุขอะไร มีแต่ผลร้าย<br />เริ่มตั้งแต่แผดเผาใจของเขาเองเป็นต้นไป
<p>ในเมื่อต่างคนต่างก็มีกรรมเป็นของตน เก็บเกี่ยวผลกรรมของตนเองอยู่แล้ว เราอย่ามัวคิดวุ่นวายอยู่เลย ตั้งหน้าทำแต่กรรมที่ดีไปเถิด
<p>ถ้าพิจารณากรรมแล้ว ความโกรธก็ยังไม่ระงับ พึงพิจารณาขั้นต่อไป
<p>&nbsp;
<p>ขั้นที่ ๖ พิจารณาพระจริยาวัตรในปางก่อนของพระพุทธเจ้า
<p>พระพุทธเจ้าของเรานั้น กว่าจะตรัสรู้ ก็ได้ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายมาตลอดเวลายาวนานนักหนา ได้ทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น<br />โดยยอมเสียสละแม้แต่พระชนมชีพของพระองค์เอง เมื่อทรงถูกข่มเหงกลั่นแกล้งเบียดเบียนด้วยวิธีการต่างๆ<br />ก็ไม่ทรงแค้นเคืองทรงเอาดีเข้าตอบ ถึงเขาจะตั้งตัวเป็นศัตรูถึงขนาดพยายามปลงพระชนม์ ก็ไม่ทรงมีจิตประทุษร้าย<br />บางครั้งพระองค์ช่วยเหลือเขา แทนที่เขาจะเห็นคุณเขากลับทำร้ายพระองค์ แม้กระนั้นก็ไม่ทรงถือโกรธ ทรงทำดีต่อเขาต่อไป
<p>พุทธจริยาเช่นที่ว่ามานี้ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปยากที่จะปฏิบัติได้ แต่ก็เป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งชาวพุทธควรจะนำมาระลึกตักเตือนสอนใจตน<br />ในเมื่อประสบเหตุการณ์ต่างๆ ว่า ที่เราถูกกระทบกระทั่งอยู่นี้ เมื่อเทียบกับที่พระพุทธเจ้าทรงประสบมาแล้ว<br />นับว่าเล็กน้อยเหลือเกิน เทียบกันไม่ได้เลย
<p>ในเมื่อเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงประสบนั้นร้ายแรงเหลือเกิน พระองค์ยังทรงระงับความโกรธไว้ มีเมตตาอยู่ได้<br />แล้วเหตุไฉนกรณีเล็กน้อยอย่างของเรานี้ ศิษย์อย่างเราจะระงับไม่ได้ ถ้าเราไม่ดำเนินตามพระจริยาวัตรของพระองค์<br />ก็น่าจะไม่สมควรแก่การที่อ้างเอาพระองค์เป็นพระศาสนาของตน
<p>พุทธจริยาวัตร เกี่ยวกับความเสียสละ อดทน และความมีเมตตากรุณาของพระพุทธเจ้าอย่างที่ท่านบันทึกไว้ในชาดก<br />มีมากมายหลายเรื่อง และส่วนมากยืดยาว ไม่อาจนำมาเล่าในที่นี้ได้ จะขอยกตัวอย่างชาดกง่ายๆ สั้นๆ มาเล่าพอเป็นตัวอย่าง
<p>ครั้งหนึ่ง พระโพธิสัตว์อุบัติเป็นพระเจ้ากรุงพาราณสี มีพระนามว่าพระเจ้ามหาสีลวะ ครั้งนั้นอำมาตย์คนหนึ่งของพระองค์ทำความผิดถูกเนรเทศ<br />และได้รับไปรับราชการในพระเจ้าแผ่นดิน แคว้นโกศล อำมาตย์นั้นมีความแค้นเคืองติดใจอยู่ ได้ให้โจรคอยเข้ามาปล้นในดินแดน<br />ของพระเจ้าสีลวะอยู่เนืองๆ เมื่อราชบุรุษจับโจรได้ พระเจ้าสีลวะทรงสั่งสอนแล้วก็ปล่อยตัวไป เป็นเช่นนี้อยู่เสมอ
<p>ในที่สุดอำมาตย์ร้ายนั้นก็ใช้เหตุการณ์เหล่านี้ยุยงพระเจ้าโกศลว่า พระเจ้าสีลวะอ่อนแอ ถ้ายกทัพไปรุกราน<br />คงจะยึดแผ่นดินพาราณสีได้โดยง่าย พระเจ้าโกศลทรงเชื่อ จึงยกกองทัพไปเข้าโจมตีพาราณสี พระเจ้าสีลวะไม่ทรงประสงค์<br />ให้ราษฎรเดือดร้อน จึงไม่ทรงต่อต้าน ทรงปล่อยให้พระเจ้าโกศลยึดราชสมบัติจับพระองค์ไป พระเจ้าโกศลจับพระเจ้าสีลวะได้แล้ว<br />ก็ให้เอาไปฝังทั้งเป็นในสุสานถึงแค่พระคอ รอเวลากลางคืนให้สุนัขจิ้งจอกมากินตามวิธีประหารอย่างในสมัยนั้น
<p>ครั้นถึงเวลากลางคืน เมื่อสุนัขจิ้งจอกเข้ามา พระเจ้าสีลวะ ทรงใช้ไหวพริบและความกล้าหาญ เอาพระทนต์ขบที่คอสุนับจิ้งจอก<br />ตัวที่เข้ามาจะกัดกินพระองค์ เมื่อสุนัขนั้นดิ้นรนรุนแรง ทำให้สุนัขตัวอื่นหนีไป และทำให้ดินบริเวณหลุมฝันนั้น<br />กระจุยกระจายหลวมออกจนทรงแก้ไขพระองค์หลุดออกมาได้ ในคืนนั้นเองทรงเล็ดลอดเข้าไปได้<br />จนถึงห้องบรรทมของพระเจ้าโกศล พร้อมด้วยดาบอาญาสิทธิ์ของพระเจ้าโกศลเอง<br />ทรงไว้ชีวิตพระเจ้าโกศลและพระราชทานอภัยโทษ เพียงกู้ราชอาณาจักรคืนแล้ว ให้พระเจ้าโกศลสาบาน<br />ไม่ทำร้ายกันทรงสถาปนาให้เป็นพระสหายแล้วให้พระเจ้าโกศลกลับไปครองแคว้นโกศลตามเดิม
<p>อีกเรื่องหนึ่ง พระโพธิสัตว์อุบัติเป็นวานรใหญ่อยู่ในป่า ครานั้นชายผู้หนึ่งตามหาโคของตนเข้ามาในกลางป่าแล้วพลัดตกลงไปในเหว<br />ขึ้นไม่ได้อดอาหารนอนเขม่วสิ้นหวังสิ้นแรงพอดีในวันที่สิบ พญาวานรมาพบเข้า เกิดความสงสารจึงช่วยให้ขึ้นมาจากเหวได้
<p>ต่อมา เมื่อพญาวรนรซึ่งเหนื่ออ่อนจึงพักผ่อนเอาแรง และนอนหลับไป ชายผู้นั้นเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นว่า<br />“ลิงนี้มันก็อาหารของคนเหมือนสัตว์ป่าอื่นๆ นั่นแหละ อย่ากระนั้นเลย เราก็หิวแล้ว ฆ่าลิงตัวนี้กินเสียเถิด<br />กินอิ่มแล้วจะได้ถือเอาเนื้อมันติดตัวไปเป็นเสบียงด้วยจะได้มีของกินเดินทางผ่านไปที่กันดารไปได้”<br />คิดแล้วก็หาก้อนหินใหญ่มาก้อนหนึ่ง ยกขึ้นทุ่มหัวพญาวานร ก้อนหินนั้นทำให้พญาวานรบาดเจ็บมาก แต่ไม่ถึงตาย
<p>พญาวานรตื่นขึ้นรีบหนีขึ้นต้นไม้ มองชายผู้นั้นด้วยน้ำตานอง แล้วพูดกับเขาโดยดีทำนองให้ความคิดว่า<br />ไม่ควรทำเช่นนั้น ครั้นแล้วยังเกรงว่าชายนั้นจะหลงหาทางออกจากป่าไม่ได้ ทั้งที่ตนเองก็เจ็บปวดแสนสาหัส<br />ยังช่วยโดดไปตามต้นไม้นำทางให้ชายผู้นั้นออกจากป่าไปได้ในที่สุด
<p>แม้พิจารณาถึงอย่างแล้ว ความโกรธก็ยังไม่ระงับ พึงลองพิจารณาวิธีต่อไป </p>
<p>ขั้นที่ ๗ พิจารณาความเคยเกี่ยวข้องกันในสังสารวัฏ </p>
<p>มีพุทธพจน์แห่งหนึ่งว่า ในสังสาระ คือการเวียนว่ายตายเกิดที่กำหนดจุดเริ่มต้นมิได้นี้ สัตว์ที่ไม่เคยเป็นมารดา<br />ไม่เคยเป็นบิดา ไม่เคยเป็นบุตร ไม่เคยเป็นธิดากัน มิใช่หาได้ง่าย เมื่อเป็นเช่นนี้หากมีเหตุโกรธเคืองจากใคร<br />พึงพิจารณาว่าท่านผู้นี้บางทีจะเคยเป็นมารดาของเรา ท่านผู้นี้บางทีจะเคยเป็นบิดาของเรา
<p>ท่านที่เป็นมารดานั้นรักษาบุตรไว้ในท้องถึง ๑๐ เดือน ครั้นคลอดออกมาแล้ว เลี้ยงดูไม่รังเกียจแม้แต่สิ่งปฏิกูลทั้งหลาย<br />เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ น้ำลาย น้ำมูก เป็นต้น เช็ดล้างได้สนิดใจ ให้ลูกนอนแนบอกเที่ยวอุ้มไป เลี้ยงลูกมาได้
<p>ส่วนท่านที่เป็นบิดา ก็ต้องเดินทางลำบากตรากตรำเสี่ยงภัยอันตรายต่างๆ ประกอบการค้าขายบ้าง สละชีวิตเข้าสู้รบในสงครามบ้าง<br />แล่นเรือไปในท้องทะเลบ้าง ทำงานยากลำบากอื่นๆ บ้าง หาทางรวบรวมทรัพย์มาก็ด้วยคิดจะเลี้ยงลูกด้วย
<p>ถึงแม้ไม่ใช่เป็นมารดาบิดา ก็อาจะเป็นพี่เป็นน้องเป็นญาติเป็นมิตร ซึ่งได้เคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมา ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน<br />การที่จะทำใจร้ายและแค้นเคืองต่อบุคคลเช่นนั้นไม่เป็นการสมควร
<p>ถ้าพิจารณาอย่างนี้แล้วก็ยังไม่หายโกรธก็อาจพิจารณา ตามวิธีในข้อต่อไปอีก </p>
<p>ขั้นที่ ๘ พิจารณาอานิสงค์ของเมตตา </p>
<p>ธรรมที่ตรงข้ามกับความโกรธ ก็คือ เมตตา ความโกรธมีโทษก่อผลร้ายมากมาย ฉันใด เมตตา ก็มีคุณ ก่อให้เกิดผลดีมาก ฉันนั้น<br />เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ควรที่จะระงับความโกรธเสีย แล้วตั้งจิตเมตตาขึ้นมาแทน ให้เมตตานั้นแหละช่วยกำจัดและป้องกันความโกรธไปในตัว
<p>ผู้มีเมตตาย่อมสามารถเอาชนะใจคนอื่น ซึ่งเป็นชัยชนะที่เด็ดขาด ไม่กลับแพ้ ผู้ตั้งอยู่ในเมตตาชื่อว่าทำประโยชน์ทั้งแก่ตัวเองและผู้อื่น<br />เมตตาทำให้จิตใจสดชื่น ผ่องใสมีความสุขดังตัวอย่างในที่แห่งหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสแสดงอานิสงส์ของเมตตาไว้ ๑๑ ประการ<br />คือ หลับก็เป็นสุข ตื่นก็เป็นสุข ไม่ฝันร้าย เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย เทวดารักษา ไฟ พิษ และศัสตรา<br />ไม่กล้ำกรายจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิได้รวดเร็วสีหน้าผ่องใส ตายก็มีสติไม่หลงฟั่นเฟือน เมื่อยังไม่บรรลุคุณธรรมที่สูงกว่า ย่อมเข้าถึงพรหมโลก
<p>ถ้ายังเป็นคนขี้โกรธอยู่ ก็นับว่ายังอยู่ห่างไกลจากการที่จะได้อานิสงส์เหล่านี้ ดังนั้น<br />จึงควรพยายามทำเมตตาให้เป็นธรรมประจำใจให้จงได้ โดยหมั่นฝึกอบรมทำใจอยู่เสมอๆ
<p>ถ้าจิตใจเมตตายังไม่เข้มแข็งพอ เอาชนะความโกรธยังไม่ได้ เพราะสั่งสมนิสัยมักโกรธไว้ยาวนาน<br />จนกิเลสตัวนี้แน่นหนา พึงลองพิจารณาใช้วิธีต่อไป </p>
<p>ขั้นที่ ๙ พิจารณาโดยวิธีแยกธาตุ </p>
<p>วิธีการข้อนี้ เป็นการปฏิบัติใกล้แนววิปัสสนา หรือเอาความรู้ทางวิปัสสนามาใช้ประโยชน์<br />คือ มองดูชีวิตนี้ มองดูสัตว์ บุคคล เรา เขา ตามความเป็นจริงว่า ที่ถูกที่แท้แล้วก็เป็นแต่เพียงส่วนประกอบทั้งหลายมากมาย<br />มาประชุมกันเข้าแล้วก็สมมติเรียกกันไปว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นฉัน เป็นเธอ เป็นเรา เป็นเขา เป็นนาย ก. นาง ข. เป็นต้น<br />ครั้นจะชี้ชัดลงไปที่ตรงไหนว่าเป็นคน เป็นเรา เป็นนาย ก. นาง ข. ก็หาไม่พบ มีแต่ส่วนที่เป็นธาตุแข็งบ้าง ธาตุเหลวบ้าง เป็นรูปขันธ์บ้าง<br />เป็นเวทนาขันธ์บ้าง เป็นสัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ หรือวิญญาณขันธ์บ้าง หรือเป็นอายตนะต่างๆ เช่น ตาบ้าง หูบ้าง จมูกบ้าง เป็นต้น
<p>เมื่อพิจารณาตามความจริงแยกให้เป็นส่วนๆ ได้อย่างนี้แล้ว พึงสอนตัวเองว่า “นี่แหละเธอเอ๋ย ก็ที่โกรธเขาอยู่น่ะโกรธอะไร<br />โกรธผมหรือโกรธขน หรือโกรธหนัง โกรธเล็บ โกรธกระดูก โกรธธาตุดิน โกรธธาตุน้ำ โกรธธาตุไฟ โกรธธาตุลม หรือโกรธรูป โกรธเวทนา<br />โกรธสัญญา โกรธสังขาร โกรธวิญญาณ หรือโกรธอะไรกัน” ในที่สุดจะหาฐานที่ตั้งของความโกรธไม่ได้ ไม่มีที่ยึดที่เกาะให้ความโกรธจับตัว
<p>อาจพิจารณาต่อไปในแนวนั้นอีกว่าในเมื่อคนเรา ชีวิตเราเป็นแต่เพียงสมมติบัญญัต ความจริงก็มีแต่ธาตุ หรือขันธ์<br />หรือนามธรรมและรูปธรรมต่างๆ มาประกอบกันเข้า แล้วเราก็มาติดสมมตินั้น ยึดติดถือมั่นหลงวุ่นวายทำตัวเป็นหุ่นถูกชักถูกเชิดกันไป<br />การที่เขาโกรธ กระฟัดกระเฟียด งุ่มง่าน เคืองแค้นกันไปนั้น มองลงไปให้ถึงแก่นสาร ให้ถึงสภาวะความเป็นจริงแล้วก็เหลวไหลไร้สาระทั้งเพ<br />ถ้ามองความจริงทะลุสมมติบัญญัติลงไปได้ถึงขั้นนี้แล้ว ความโกรธก็จะหายตัวไปเอง
<p>อย่างไรก็ตาม คนบางคนจิตใจและสติปัญญายังไม่พร้อม ไม่อาจพิจารณาแยกธาตุออกไปอย่างนี้ได้หรือสักว่าแยกไปตามที่ได้ยิน<br />ได้ฟังได้อ่านมา แต่มองไม่เห็นความจริงเช่นนั้นก็แก้ความโกรธไม่สำเร็จ ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็พึงดำเนินการตามวิธีต่อไป
<p>&nbsp;
<p>ขั้นที่ ๑๐ ปฏิบัติทาน คือ การให้หรือการแบ่งปันสิ่งของ
<p>ขั้นนี้เป็นวิธีการในขั้นลงมือทำเอาของของตนให้แก่คนที่เป็นปรปักษ์ และรับของของปรปักษ์มาเพื่อตน<br />หรืออย่างน้อยอาจให้ของของตนแก่เขาฝ่ายเดียว ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นควรมีปิยวาจา คือ ถ้อยคำสุภาพไพเราะ ประกอบเสริมไปด้วย
<p>การให้หรือแบ่งปันกันนี้ เป็นวิธีแก้ความโกรธที่ได้ผลชะงัด สามารถระงับเวรที่ผูกกันมายาวนานให้สงบลงได้<br />ทำให้ศัตรูกลายเป็นมิตรเป็นเมตตากรุณาที่แสดงออกในการกระทำ ท่านกล่าวถึงอานุภาพยิ่งใหญ่ของทาน คือการให้นั้นว่า
<p>“การให้เป็นเครื่องฝึกคนที่ยังฝึกไม่ได้ การให้ยังสิ่งประสงค์ทั้งปวงให้สำเร็จได้ ผู้ให้ก็เบิกบานขึ้นมาหาด้วยการให้ ฝ่ายผู้ได้รับก็น้อมลงมาพบด้วยปิยวาจา”
<p>เมื่อความโกรธเลือนหาย ความรักใคร่ก็เข้ามาแทน ความเป็นศัตรูกลับกลายเป็นเป็นมิตรไฟพยาบาทก็กลายเป็นน้ำทิพย์แห่งเมตตา<br />ความแผดเผาเร่าร้อนด้วยทุกข์ที่เร้ารุมใจ ก็กลายเป็นความสดชื่นผ่องใสเบิกบานใจด้วยความสุข
<p>วิธีทั้ง ๑๐ ที่ว่ามาเป็นขั้นๆ นี้ ความจริงมิใช่จำเป็นต้องทำไปตามลำดับเรียงรายข้ออย่างนี้ วิธีใดเหมาะได้ผลสำหรับตน ก็พึงใช้วิธีนั้น<br />ตกลงว่า วิธีการท่านก็ได้แนะนำไว้อย่างนี้แล้ว เป็นเรื่องของผู้ต้องการแก้ปัญหา จะพึงนำไปใช้ปฏิบัติให้เกิดประโยชน์แท้จริงต่อไป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://supachai.com/present/how-to-calm-down.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โลกอนิจจัง</title>
		<link>http://supachai.com/present/impermanent.html</link>
		<comments>http://supachai.com/present/impermanent.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 May 2012 06:35:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[inspire]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://supachai.com/present/?p=17273</guid>
		<description><![CDATA[ยุคนี้เป็นยุคที่รักสะอาดเป็นอย่างยิ่ง อุปกรณ์ทำความสะอาดทั้งร่างกายและเครื่องใช้ ไม่ว่าสบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน ยังไม่นับสินค้าตัวใหม่ ๆ ที่ทยอยออกมาไม่หยุด อาทิ น้ำยาล้างมือ สเปรย์ระงับกลิ่นปาก ฯลฯ ทั้งหมดนี้เพื่อต่อสู้กับศัตรูที่ซุกซ่อนอยู่รอบตัวและแทรกซึมทุกหนทุกแห่ง นั่นคือ เชื้อโรค แม้แต่ปุ่มโทรศัพท์ แป้นคอมพิวเตอร์ จอไอแพ็ด ก็เป็นที่สิงสถิตของแบคทีเรียนานาชนิด ไม่แปลกหากอีกไม่นานน้ำยาฆ่าเชื้อในอุปกรณ์เหล่านี้จะเป็นที่นิยม <a class="more-link" href="http://supachai.com/present/impermanent.html"><br /><img src="http://www.supachai.com/present/images/continue-reading.jpg"></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้เขียน : พระไพศาล วิสาโล
<p>นิตยสารสารคดี<strong> :</strong> ฉบับที่ ๓๒๖ :: เมษายน ๕๕ ปีที่ ๒๘
<p>&nbsp;
<p>ยุคนี้เป็นยุคที่รักสะอาดเป็นอย่างยิ่ง อุปกรณ์ทำความสะอาดทั้งร่างกายและเครื่องใช้ ไม่ว่าสบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน ยังไม่นับสินค้าตัวใหม่ ๆ ที่ทยอยออกมาไม่หยุด อาทิ น้ำยาล้างมือ สเปรย์ระงับกลิ่นปาก ฯลฯ ทั้งหมดนี้เพื่อต่อสู้กับศัตรูที่ซุกซ่อนอยู่รอบตัวและแทรกซึมทุกหนทุกแห่ง นั่นคือ เชื้อโรค แม้แต่ปุ่มโทรศัพท์ แป้นคอมพิวเตอร์ จอไอแพ็ด ก็เป็นที่สิงสถิตของแบคทีเรียนานาชนิด ไม่แปลกหากอีกไม่นานน้ำยาฆ่าเชื้อในอุปกรณ์เหล่านี้จะเป็นที่นิยม
<p>วัฒนธรรมรักสะอาดที่แพร่ไปทั่วโลกนั้นมีต้นตอมาจากไหน คำตอบหาได้ไม่ยาก ในยุโรปและอเมริกานั้นพฤติกรรมรักสะอาดจนถึงขั้นอนามัยจัดเป็นสิ่งที่เห็นได้ทั่วไป ไม่ว่า ในบ้านเรือน ที่ทำงาน สถานที่สาธารณะ รวมทั้งตามเนื้อตัว การรักษาความสะอาดเป็นเรื่องใหญ่มาก
<p>น่าแปลกก็ตรงที่ย้อนหลังไปไม่ถึง ๘๐ ปี ฝรั่งหาได้มีนิสัยรักสะอาดอย่างที่เห็นทุกวันนี้ไม่ ยอร์จ ออร์แวล นักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษตั้งข้อสังเกตว่า “นิสัยอาบน้ำทั้งตัวเป็นประจำทุกวันเป็นสิ่งที่ใหม่มาก ๆ ในยุโรป” เขายังพูดต่อไปว่า “ชาวอังกฤษนับวันจะสะอาดขึ้น และคงหวังได้ว่าภายในหนึ่งร้อยปี เขาจะสะอาดเกือบเท่าคนญี่ปุ่น”
<p>ถอยหลังไป ๑๕๐ ปีก่อน คนยุโรปไม่สนใจความสะอาดเลยก็ว่าได้ รายงานของกระทรวงศึกษาธิการของฝรั่งเศสเมื่อปี ๑๘๘๔ ระบุตอนหนึ่งว่า “แม้กระทั่งชนชั้นที่มีฐานะ ก็ไม่เคยทำความสะอาดร่างกายส่วนอื่นเลยยกเว้นส่วนที่อยู่นอกร่มผ้าเท่านั้น”
<p>พฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิดยุคผิดสมัย หากเป็นมรดกที่มีความสืบเนื่องมายาวนานหลายร้อยปี โดยเฉพาะนับแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ เพราะตอนนั้นมีความเชื่อว่าน้ำเป็นพาหะนำโรคมาสู่ผิวหนัง ส่วนฝุ่นผงนั้นหากอุดรูขุมขนจะช่วยป้องกันไม่ให้โรคเข้ามาในร่างกายได้ ดังนั้นผู้คนจึงไม่นิยมอาบน้ำไม่ว่าชาวบ้าน ชนชั้นสูง หรือแม้แต่พระเจ้าแผ่นดิน ว่ากันว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๓ นั้นไม่เคยอาบน้ำเลยจนเมื่ออายุเกือบ ๗ ขวบ ส่วนพระเจ้าเฮนรีที่ ๔ แห่งฝรั่งเศส ก็เป็นที่เลื่องลือว่า ส่งกลิ่นนานาชนิด ทั้งกลิ่นเหงื่อ กลิ่นคอกสัตว์ และกลิ่นอับที่เท้า ในอังกฤษก็ไม่ต่างกันเท่าไร พระราชินีเอลิซาเบธ อาบน้ำเพียงเดือนละครั้ง ขณะที่พระเจ้าเจมส์ที่หนึ่ง ซึ่งครองราชย์ลำดับถัดมา แค่ล้างนิ้วเท่านั้น
<p>แต่ถ้าเกิดโรคระบาดเมื่อใด ผู้คนถึงกับไม่แตะน้ำชำระกายเลยแม้แต่น้อย เพราะมีความเชื่อว่า การอาบน้ำก็ดี หรือแม้แต่การมีเหงื่อออกก็ดี จะเปิดรูขุมขุนในร่างกาย และทำให้โรคร้ายเข้าไปก่ออันตรายแก่ร่างกายได้
<p>เมื่อไม่อาบน้ำ วิธีที่ชนชั้นผู้ดีใช้ในการจัดการกับความสกปรก ก็คือ ใส่เสื้อที่ทำด้วยลินิน เพื่อปัดฝุ่นผงออกจากร่างกายและดูดซับเหงื่อด้วย ขณะเดียวกันก็ใช้น้ำหอมกลิ่นแรง ๆ และน้ำมันเพื่อปกปิดกลิ่นเหม็นตามเนื้อตัว
<p>พฤติกรรมดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปเมื่อหลุยส์ ปาสเตอร์ และ โรเบิร์ต ค็อก นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังปลายศตวรรษที่ ๑๙ พบว่า โรคที่คร่าชีวิตผู้คนจนล้มตายมากมายนั้นเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเติบโตในที่สกปรก วิธีจัดการกับเชื้อโรคดังกล่าวได้ดีที่สุดก็คือ ใช้ความร้อน กับการรักษาความสะอาดทั้งร่างกายและที่พักอาศัย นั่นคือจุดเริ่มต้นของการหวนกลับมาอาบน้ำ อย่างที่ชาวกรีกและโรมันได้ทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน แต่กว่าวัฒนธรรมรักสะอาดจะเข้มแข็งมั่นคงในยุโรปก็ใช้เวลาหลายสิบปี ดังเห็นได้ว่าลุล่วงจนถึงปี ๑๙๔๐ ครัวเรือนอเมริกันเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่มีห้องอาบน้ำอย่างถูกสุขลักษณะ ส่วนในอังกฤษ จนถึงปี ๑๙๕๑ ครัวเรือนเกือบ ๒ ใน ๕ ไม่มีห้องอาบน้ำใช้เลย
<p>ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว ความรักสะอาดได้กลายเป็นวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะในหมู่ผู้มีอันจะกิน การรณรงค์ต่อต้านความสกปรกประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เมื่อนักธุรกิจได้เข้ามาขับเคลื่อนผลักดันผ่านการโฆษณา ที่ทำให้ผู้คนไม่เพียงแต่กลัวความสกปรกเท่านั้น แต่ยังรู้สึกถึงภาพลักษณ์ที่ดูดีขึ้นเมื่อใช้สินค้าต่าง ๆ ที่นำเสนอขาย ผลก็คืออุตสาหกรรมเกี่ยวกับความสะอาดเติบใหญ่อย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้ทั่วโลกใช้เงินถึง ๒๔,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ในการซื้อสบู่ก้อนและสบู่เหลว ไม่รวมอีก ๑๐๖,๐๐๐ ล้านเหรียญสำหรับการทำความสะอาดเสื้อผ้า จานชาม ห้องน้ำ
<p>ตรงข้ามกับยุโรปเมื่อ ๔๐๐ ปีก่อน ทุกวันนี้ผู้คนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะคนชั้นสูงหรือคนมีฐานะ พากันรังเกียจฝุ่นผง กลัวเชื้อโรคถึงขนาดต้องทำความสะอาดใบหน้าและมือเท้าวันละหลาย ๆ ครั้ง หลายคนคงนึกไม่ถึงว่าฝรั่งซึ่งรักสะอาดและอนามัยจัดนั้น สมัยหนึ่งเคยมีความเชื่อว่าความสกปรกไม่ใช่สิ่งน่ารังเกียจ การอาบน้ำชำระร่างกายต่างหากที่น่ารังเกียจ
<p>อย่างไรก็ตามหลังจากที่ผู้คนทั้งโลกหันมาเชิดชูความสะอาดและต่อต้านความสกปรกถึงขั้นไล่ล่าอย่างเอาจริงเอาจัง ตอนนี้พฤติกรรมดังกล่าวกำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้นว่าสุดโต่งเกินไปหรือไม่ เนื่องจากมีการค้นพบอย่างต่อเนื่องว่า แบคทีเรียนั้นมีประโยชน์ต่อมนุษย์อยู่ไม่น้อย เด็กที่มีโอกาสสัมผัสกับเชื้อโรคตั้งแต่เล็ก เช่น อยู่ในไร่นา หรือเป็นลูกคนเล็ก ที่ได้รับเชื้อแบคทีเรียจากพี่ ๆ มีแนวโน้มที่จะไม่เป็นโรคหอบหืดและโรคภูมิแพ้ ในทำนองเดียวกันโรคภูมิแพ้นานาชนิดที่ระบาดในประเทศที่ร่ำรวยนั้น กลับเกิดขึ้นน้อยมากในประเทศที่ยากจนกว่า นี้อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบอนามัยจัด จนแม้แต่เดินเท้าเปล่าก็ทำไม่ได้ จึงมีโอกาสเป็นโรคมือเท้าปากได้มากกว่าเด็กชนบทหรือเด็กสลัมที่เล่นหินดินทรายเป็นประจำ
<p>แนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ก็คือ การส่งเสริมให้คนหันมาสัมผัสกับดินและฝุ่นมากขึ้น “ฝุ่นนั้นดี” เป็นข้อความโฆษณาของผงซักฟอกยี่ห้อหนึ่งซึ่งผลิตโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ยูนิลีเวอร์ มีการรณรงค์ให้เด็กได้เล่นดินและคลุกฝุ่นบ้าง เพราะ “ฝุ่นผงเป็นการแสดงออกซึ่งเสรีภาพ”
<p>ครั้งหนึ่งฝรั่งที่ได้รับอิทธิพลกรีกและโรมัน รักการอาบน้ำเป็นชีวิตจิตใจ แต่ในเวลาต่อมาฝรั่งกลับเกลียดการอาบน้ำและพอใจที่จะอยู่อย่างสกปรก บัดนี้หันมารักความสะอาด มีความสุขกับการอาบน้ำ (โดยเฉพาะน้ำอุ่น)และรังเกียจฝุ่นผงกับเชื้อโรคเป็นที่สุด แต่แนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้น คือ การหวนกลับไปหาฝุ่นผงและขี้ดินอีกครั้ง นี้ก็เช่นเดียวกับพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างในโลกนี้ ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกรังเกียจ แต่กลับเป็นสิ่งที่น่าชื่นชนในปัจจุบัน และสิ่งที่น่าชื่นชมในอดีต กลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจในปัจจุบัน
<p>ครั้งหนึ่งการถ่มน้ำลายถือว่าเป็นกิริยาที่สูงส่ง ใช้ในการบวงสรวงเทพเจ้าหรือเมื่อสาบานและทำสัญญาต่อกัน แต่บัดนี้การกระทำเช่นนั้นกลับเป็นกิริยาที่หยาบคายไปแล้ว
<p>ครั้งหนึ่งฝิ่นและมอร์ฟีนหาได้อย่างง่ายดายในยุโรปและอเมริกา ขณะที่เหล้าถูกโจมตีว่าเป็นสิ่งชั่วร้าย แต่ทุกวันนี้ฝิ่นและมอร์ฟีน กลายเป็นสิ่งชั่วร้ายไปแล้ว ส่วนเหล้าหาซื้อได้ทั่วไป
<p>ครั้งหนึ่งคำว่า “กู” ไม่ใช่คำหยาบ ส่วนคำหยาบเมื่อเกือบ ๒๐๐ ปีก่อน คือคำว่า “ติดเนื้อต้องใจ” และที่หยาบคายมากที่สุดคือ “ไว้เนื้อเชื่อใจ” “ขึ้นเนื้อขึ้นใจ”และ “วางเนื้อวางใจ” จนกระทั่งรัชกาลที่ ๔ ต้องออกประกาศในราชกิจจานุเบกษาห้ามไม่ให้ประชาชนนำมาใช้เขียนหรือพูดอย่างเด็ดขาด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคำสุภาพหรือคำสามัญในวันนี้ คงมีหลายคำที่กลายเป็นคำหยาบหรือคำอุจาดในวันหน้า ขณะที่คำหยาบในวันนี้อาจกลายเป็นคำที่นิยมใช้ในอนาคต
<p>โลกนี้หาความจีรังยั่งยืนไม่ได้ แปรเปลี่ยนเป็นนิจ สิ่งที่เรายกย่องเชิดชูว่าดีวิเศษในวันนี้ สามารถกลายเป็นอื่นในวันหน้า นี้เป็นธรรมดาของสิ่งที่เรียกว่าสมมติ ใครที่ยึดติดถือมั่นกับสมมติ ปักใจเชื่อว่ามันต้องดีไปตลอด ย่อมเป็นทุกข์เมื่อเจอความเปลี่ยนแปลง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://supachai.com/present/impermanent.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นิทานเซน : ขนาดของใจ</title>
		<link>http://supachai.com/present/heart-size.html</link>
		<comments>http://supachai.com/present/heart-size.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Apr 2012 17:34:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Dhamma]]></category>
		<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[dramma]]></category>
		<category><![CDATA[heart]]></category>
		<category><![CDATA[inspire]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://supachai.com/present/?p=11453</guid>
		<description><![CDATA[สานุศิษย์ผู้หนึ่งเอ่ยถามอาจารย์เซนอู๋เต๋อว่า “ท่านอาจารย์ คนเรามีหัวใจดวงเดียว เหตุใดบางครั้งจึงใจกว้าง บางครั้งจึงใจแคบ?”

อาจารย์เซนมิได้ตอบคำถามข้อนี้ แต่กลับบอกกับสานุศิษย์ว่า “ตอนนี้เจ้าจงหลับตาลง แล้วสร้างภาพกำแพงเมืองแห่งหนึ่งขึ้นมาในใจของเจ้า” สานุศิษย์ผู้นั้นหลับตาลงและปฏิบัติตามคำของอาจารย์เซน จากนั้นสักครู่จึงกล่าวว่า “กำแพงเมืองสร้างเสร็จแล้ว” <a class="more-link" href="http://supachai.com/present/heart-size.html"><br /><img src="http://www.supachai.com/present/images/continue-reading.jpg"></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://supachai.com/present/wp-content/uploads/2011/11/heart-zen.jpg"></p>
<p>สานุศิษย์ผู้หนึ่งเอ่ยถามอาจารย์เซนอู๋เต๋อว่า &#8220;ท่านอาจารย์ คนเรามีหัวใจดวงเดียว เหตุใดบางครั้งจึงใจกว้าง บางครั้งจึงใจแคบ?&#8221;</p>
<p>อาจารย์เซนมิได้ตอบคำถามข้อนี้ แต่กลับบอกกับสานุศิษย์ว่า &#8220;ตอนนี้เจ้าจงหลับตาลง แล้วสร้างภาพกำแพงเมืองแห่งหนึ่งขึ้นมาในใจของเจ้า&#8221; สานุศิษย์ผู้นั้นหลับตาลงและปฏิบัติตามคำของอาจารย์เซน จากนั้นสักครู่จึงกล่าวว่า &#8220;กำแพงเมืองสร้างเสร็จแล้ว&#8221;</p>
<p>อาจารย์เซนจึงบอกว่า &#8220;เช่นนั้น เจ้าจงหลับตาต่อไป คราวนี้สร้างภาพเส้นขนเส้นหนึ่งขึ้นในใจ&#8221; สานุศิษย์ทำตามคำของอาจารย์ เวลาผ่านไปไม่นาน จึงกล่าวว่า &#8220;เส้นขนสำเร็จแล้ว&#8221;</p>
<p>จากนั้นอาจารย์เซนจึงให้สานุศิษย์ลืมตา ทั้งยังเอ่ยถามว่า &#8220;ยามที่เจ้าสร้างกำแพงเมืองขึ้นมาในใจ เจ้าใช้ใจของเจ้าสร้างมันเพียงคนเดียว หรือใช้ใจของผู้อื่นมาร่วมสร้างด้วย?&#8221;</p>
<p>&#8220;ใช้ใจของข้าเพียงคนเดียว&#8221; สานุศิษย์ตอบ</p>
<p>&#8220;แล้วตอนที่เจ้าสร้างเส้นขนขึ้นมาในใจเล่า เจ้าใช้เพียงเสี้ยวหนึ่งของใจ หรือว่าใช้ทั้งหมดของใจในการสร้างมันขึ้นมา?&#8221;</p>
<p>สานุศิษย์ตอบว่า &#8220;ใช้ทั้งหมดของใจ&#8221;</p>
<p>ยามนี้อาจารย์เซนจึงกล่าวว่า &#8220;เจ้าสร้างกำแพงเมืองทั้งหลังก็ใช้ใจเพียงดวงเดียว หรือจะสร้างขนแค่เส้นเดียวก็ต้องใช้ใจดวงนี้ดวงเดียวเช่นกัน แสดงว่าใจเพียงหนึ่งใจนั้นสามารถใหญ่ได้ เล็กได้ แคบได้ กว้างได้ ขึ้นอยู่กับเจ้าว่าจะเลือกให้มันเป็นเช่นไร&#8221;</p>
<p>แม้ในที่คับแคบเพียงใด แต่ใจคนยังสามารถกว้างใหญ่ได้เสมอ</p>
<p>ที่มา : หนังสือ 《禅的故事精华版》, 慕云居 เรียบเรียง, สำนักพิมพ์ 地震出版社, 2006.12, ISBN 7-5028-2995-4</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://supachai.com/present/heart-size.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความยาวของหนึ่งวินาที</title>
		<link>http://supachai.com/present/one-second.html</link>
		<comments>http://supachai.com/present/one-second.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Apr 2012 11:02:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mee</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[inspire]]></category>
		<category><![CDATA[story]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://supachai.com/present/?p=1115</guid>
		<description><![CDATA[ไอน์สไตน์เคยบอกว่า หัวใจของทฤษฎีสัมพัทธภาพของเขานั้น อธิบายได้ด้วยการเปรียบเทียบดังนี้
“วางมือของคุณบนเตาร้อนหนึ่งนาที มันดูยาวเหมือนหนึ่งชั่วโมง นั่งกับสาวสวยหนึ่งชั่วโมง มันสั้นแค่นาทีเดียว”
ความยาวสั้นของเวลา เป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรม แต่ดูเหมือนผู้คนนิยมใช้ “เวลา” เป็นข้ออ้างมากกว่า <a class="more-link" href="http://supachai.com/present/one-second.html"><br /><img src="http://www.supachai.com/present/images/continue-reading.jpg"></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้เขียน : วินทร์ เลียววาริณ</p>
<p><img style="border-width: 0px; border-style: none; border-color: -moz-use-text-color; display: inline;" title="onesecond" alt="onesecond" src="http://supachai.com/present/wp-content/uploads/2011/06/onesecond.jpg" border="0" height="338" width="507"></p>
<p>&nbsp;ไอน์สไตน์เคยบอกว่า หัวใจของทฤษฎีสัมพัทธภาพของเขานั้น อธิบายได้ด้วยการเปรียบเทียบดังนี้</p>
<h3>&#8220;วางมือของคุณบนเตาร้อนหนึ่งนาที มันดูยาวเหมือนหนึ่งชั่วโมง นั่งกับสาวสวยหนึ่งชั่วโมง มันสั้นแค่นาทีเดียว&#8221;</h3>
<p>ความยาวสั้นของเวลาเป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรม แต่ดูเหมือนผู้คนนิยมใช้ &#8220;เวลา&#8221; เป็นข้ออ้างมากกว่า<br />
ด้วยประโยคยอดนิยม &#8220;เวลาน้อยเหลือเกิน ฉันทำไม่ได้&#8221; และ &#8220;จะบ้าหรือ ให้เวลาน้อยอย่างนี้&#8221;</p>
<p>อาจจะจริงของพวกเขา เวลาหนึ่งวินาทีของมนุษย์เรา &#8220;สั้น&#8221; มาก<br />
เราแทบทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราวในเวลาหนึ่งวินาทีไม่ได้</p>
<p>แต่เวลาหนึ่งวินาทีสั้นจริง ๆ หรือ?</p>
<p>ในการศึกษาควอนตัม ฟิสิกส์ (ฟิสิกส์ว่าด้วยอนุภาค) เราพบว่าในเวลาน้อยกว่าหนึ่งวินาทีเกิดอะไรขึ้นมากมายเหลือเชื่อ<br />
เวลา 10 ยกกำลัง -1 วินาทีคือเวลาที่นัยน์ตากะพริบ 10 ยกกำลัง -6 คือช่วงชีวิตของอนุ-อนุภาคมิวออนหนึ่งตัว<br />
(มิออนเป็นองค์ประกอบ ของอนุภาคซึ่งเป็นองค์ประกอบของอะตอมซึ่งเป็นองค์ประกอบของสรรพสิ่ง)</p>
<p>10 ยกกำลัง -23 วินาทีคือระยะเวลาที่โฟรตอน (อนุภาคแสง) วิ่งข้ามนิวเคลียสของอะตอม<br />
เมื่อศึกษาบิ๊กแบง เราพบว่า ในเวลาเพียงเศษหนึ่งส่วนล้านล้านล้านล้านวินาที งานสร้างจักรวาลเดินหน้าไปไกลโข<br />
ถ้าฟังดูยากไป ลองดูตัวอย่างเพื่อนร่วมโลกของเรา</p>
<p>ปลวกใช้เวลาทำรัง หาอาหาร ทำงาน สืบพันธุ์ ทิ้งผลงานสร้างจอมปลวกใหญ่โต ในช่วงชีวิต 1-2 ปีของมัน<br />
มดทำมาหากินไม่หยุดตลอดชั่วชีวิต 45-60 วันของมัน<br />
ผึ้งงานทิ้งผลงานเป็นรวงผึ้งที่มีน้ำหวานเต็มรัง ในช่วงชีวิต 28-35 วันของมัน</p>
<p>เทียบสัดส่วนแล้ว หนึ่งวินาทีของปลวก มด ผึ้ง ทำงานได้มากกว่าคนหลายเท่า และสัตว์หลายตัวทำตัว<br />
เป็นประโยชน์ต่อโลกในช่วงไม่กี่วันมากกว่าบางคนทั้งชีวิต</p>
<p>แน่ละ มนุษย์ย่อมมีข้อจำกัดของตน และใช่ เวลาหนึ่งวินาทีของมนุษย์เรา &#8220;สั้น&#8221; มาก จนแทบทำอะไร<br />
เป็นเรื่องเป็นราวไม่ได้ นั่นยิ่งเป็นเหตุผลให้เราไม่ควรสูญเสียทุก ๆ วินาทีไปโดยเปล่าประโยชน์<br />
โดยเฉพาะกับคำว่า &#8220;ฆ่าเวลา&#8221;</p>
<p>มีแต่คนซึ่งเห็นคุณค่าของการมีชีวิตเท่านั้นที่เอ่ยว่า &#8220;สิ่งที่ต้องทำมีมากเหลือเกิน เวลามีน้อยเหลือเกิน&#8221;<br />
คนเหล่านี้ไม่เคยเอ่ยคำว่า &#8220;ฆ่าเวลา&#8221; เพราะรู้จัก &#8220;ค่าเวลา&#8221; ดี</p>
<p>เมื่อดูว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ บนโลกนี้ใช้เวลาแต่ละวินาทีอย่างไร เราอาจต้องย้อนดูตัวเราเอง<br />
บางทีเราอาจทำอะไรได้มากกว่าที่เราเคยทำ เพียงแต่เลิกบอกว่า &#8220;เวลาน้อยเหลือเกิน&#8221;</p>
<p>และเราก็อาจใช้เวลาอย่างมีประโยชน์กว่านี้ หากเรารู้ว่า เวลาแต่ละหนึ่งวินาทีนั้นเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว</p>
<p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://supachai.com/present/one-second.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

