รู้เรื่องจักรวาล ไร้สาระจริง ๆ หรือ?

Want create site? Find Free WordPress Themes and plugins.

ผู้เขียน : วินทร์ เลียววาริณ

มีคนจำนวนมากตั้งข้อสงสัยว่า เรารู้เรื่องจักรวาลไปทำไม เรียนไปทำไม ทำไมต้องเสียเงินทองจำนวนมหาศาลสร้างกล้องดูดาวและดาวเทียม เฝ้ามองการเคลื่อนที่ของดวงดาว คนอีกจำนวนมากถามว่าทำไมต้องทุ่มเททรัพยากรมากมายสร้างจรวด ทำไมไม่เอาเงินนั้นไปช่วยคนยากจนบนโลก

และอีกเหตุผลหนึ่งที่ได้ยินบ่อยมากก็คือโยนให้เป็นเรื่อง ‘อจินไตย’ และ “รู้ไปก็ไม่ทำให้มีความสุขขึ้น ไม่ทำให้พ้นทุกข์”

อาจจะจริงก็ได้…

แต่ก็เข้าใจว่า การรู้เรื่องจักรวาลดูเผินๆ มันก็ไม่มีประโยชน์จริงๆนั่นแหละ

นั่นเพราะคนส่วนมากมีภาพในใจว่า อะไรก็ตามที่อยู่ไกลตัวเป็นเรื่องไกลตัว

การสำรวจอวกาศก็ไม่ต่างจากความฝันอื่นๆ เช่น การสร้างหนัง ดนตรี ระบายภาพจิตรกรรม ปั้นรูปประติมากรรม ไม่ทำก็ไม่ตาย แต่เราก็ทำมาโดยตลอดอารยธรรมของมนุษยชาติ เรามีโรงเรียนสอนวาดรูป ปั้นรูป เล่นดนตรี แต่เราไม่สอนดาราศาสตร์ในโรงเรียน ไม่มีคอลัมน์ดาราศาสตร์ในหนังสือพิมพ์ทั้งหลาย มีแต่โหราศาสตร์ซึ่งหลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

มองในแง่เศรษฐกิจและความคุ้มทุน การสำรวจทางอวกาศคุ้มค่าเงินที่จ่ายหรือไม่? คำตอบอาจทำให้คนตั้งคำถามแปลกใจ

ในประเด็นค่าใช้จ่าย เงินส่วนใหญ่ใช้จ่ายในสหรัฐอเมริกา ยุโรป เพื่อว่าจ้าง ศึกษา วิจัย มีหลากหลายอาชีพที่ได้รับอานิสงส์ เฉพาะในสหรัฐอเมริกา สร้างงานสำหรับหลายแสนคน มันก็คือฟันเฟืองหนึ่งของเศรษฐกิจ เหมือนธุรกิจอื่นๆ เช่น บ่อนคาสิโน สำนักลอตเตอรี่ สนามม้า สำนักสงฆ์ที่ใช้การทำบุญเป็นเครื่องมือทำมาหากิน ต่างตรงผลที่ออกมาเป็นประโยชน์ระยะยาวกว่า ทำให้ชีวิตดีขึ้น

ในด้านการศึกษา วิจัยหลายสาขา ไม่ว่าฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ฯลฯ ซึ่งท้ายที่สุดส่งผลดีต่อวงการวิทยาศาสตร์

ค่าใช้จ่ายของโครงการอวกาศยังต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายโครงการต่างๆ ในโลก องค์การนาซาใช้เงินราว 0.5-1 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณของสหรัฐฯ แต่ภาพที่คนมองมักคิดว่ามากมาย แต่เทียบไม่ได้กับการใช้เม็ดเงินไปกับการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำอื่นๆ

น้อยคนรู้ว่าวิทยาการสำคัญต่างๆ ในโลกตอนนี้ล้วนเป็นผลมาจากโครงการอวกาศ เฉพาะการช่วยชีวิตมนุษย์นับไม่ถ้วนจากภัยธรรมชาติ เช่นวาตภัย อุทกภัย การดับไฟป่า การแพทย์ ตั้งแต่เริ่มโครงการอวกาศมา ก็คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ที่ลงไปแล้ว

ในทางการแพทย์ การผ่าหัวใจด้วยระบบเลเซอร์, เครื่องตรวจมะเร็ง, เครื่องสแกนร่างกาย, แขนขาเทียม, เทอร์โมมิเตอร์อินฟราเรด, การตรวจโครโมโซม, เครื่องตรวจมะเร็งเต้านม ฯลฯ ล้วนเป็นผลมาจากการค้นคว้าด้านอวกาศทั้งสิ้น

เทคโนโลยีจากโครงการอวกาศยังช่วยเรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่า, การตรวจสภาพอากาศ, การหาตำแหน่งฝูงปลาสำหรับการประมง, การวัดแพลงตอนจากอวกาศเพื่อดูสภาพมหาสมุทร, การกู้กับระเบิด, ระบบการสื่อสารทั่วโลก, สัญญาณโทรศัพท์, คอมพิวเตอร์, ระบบจีพีเอสหาตำแหน่งบนโลก, การถ่ายทอดทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม, เครื่องป้อนนมลูกสัตว์ในฟาร์ม ไปจนถึงประดิษฐกรรมต่างๆ ที่เราคุ้นเคย เช่น เครื่องตรวจควันและสัญญาณเตือนไฟไหม้, เครื่องกรองน้ำ, ฉนวนกันความร้อนของบ้าน, สว่านเจาะไร้สาย, เครื่องกำจัดฝุ่น, ระบบ LED (Light Emitting Diodes), เครื่องส่งสัญญาณขนาดจิ๋ว, วัสดุใหม่ๆ เช่นกราไฟท์, เครื่องป้องกันฟ้าผ่าเครื่องบิน, เครื่องป้องกันเครื่องบินชนกัน, เลเซอร์ตัดของในโรงงานอุตสาหกรรม แม้แต่การออกแบบลูกกอล์ฟ ก็ใช้เทคโนโลยีของอวกาศ!

สรุปก็คือเม็ดเงินที่เสียไปกับโครงการอวกาศคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม

………………

สำหรับประเด็นเหตุผล ‘อจินไตย’ โดยส่วนตัวผมเห็นว่ามันเป็นเหตุผลที่แย่ที่สุด เช่นที่ในสมัยโบราณผู้หญิงไม่ได้เรียนหนังสือก็เพราะ “เรียนไปทำไม” นี่แหละ

หากจะใช้เหตุผล ‘อจินไตย’ จริงๆ ก็มีอีกหลายกิจกรรมของมนุษย์ที่เข้าข่ายทำไปทำไม เช่น กิจกรรมทั้งหลายของมนุษย์สังคมก้มหน้า เรียลิตี้โชว์ เป็นต้น ล้วนไม่ทำให้เราพ้นทุกข์

ว่าก็ว่าเถอะ จะพ้นทุกข์หรือไม่พ้นทุกข์เป็นเรื่องของความรู้ความเข้าใจชีวิตอย่างถ่องแท้ และการเรียนรู้เรื่องจักรวาลก็คือการเข้าใจชีวิต

ยิ่งเข้าใจจักรวาลมากเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใจโครงสร้างและวิธีทำงานของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนมากขึ้น

มีใครกี่คนบนโลกที่รู้ว่า ทุกๆ อะตอมที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเรานั้นเคยเป็นดวงดาวมาก่อน ไม่น่าเชื่อใช่ไหม? มันเป็นความจริง ธาตุเหล็กในเลือดของเรา ธาตุคาร์บอนในร่างกาย ธาตุแคลเซียมในกระดูก ฯลฯ ทั้งหมดเคยเป็นส่วนหนึ่งของดวงดาว เมื่อดวงดาวดับแล้วก็รีไซเคิล วันดีคืนดีก็ประกอบขึ้นเป็นชีวิต และเป็นมนุษย์

อะตอมเดียวกันสามารถประกอบเป็นทั้งสิ่งไร้ชีวิตและสิ่งมีชีวิต จักรวาลก็คือกำเนิดของเรา จักรวาลก็คือเรา เราก็คือจักรวาล มันเป็นเนื้อเดียวกัน แต่เปลี่ยนแปลงเปลือกไปเรื่อยๆ

ดังนั้นเราไม่มีทางเข้าใจความเป็นมนุษย์จริงๆ หากไม่รู้เรื่องจักรวาล ไม่มีทาง!

เมื่อเรารู้ความจริงข้อนี้ เราก็อาจมองชีวิตต่างไปจากมุมมองเดิม และอาจทำให้เราเข้าใจ ถ่อมตัวขึ้น และมีความสุขขึ้น

และเราจะรู้เรื่องนี้ได้ยังไงหากไม่ศึกษาจักรวาลวิทยา?

สำหรับประโยคที่ว่า “เรื่องบางอย่างไม่ใช่กงการของมนุษย์ที่จะรู้” นั้น ผมขออนุญาตปฏิเสธโดยสิ้นเชิง การดำรงอยู่ของสมองมนุษย์เป็นหลักฐานชัดเจนที่สุดว่า สมองถูกสร้างมาให้คิดและหาความรู้ ถ้าความรู้เป็นเรื่องต้องห้าม เราก็ไม่ต้องมีสมองก็ได้ เช่นที่ถ้าเราไม่ต้องกิน ก็ไม่ต้องมีปาก ไม่ต้องมีกระเพาะลำไส้

การที่เราสามารถขึ้นจากน้ำ สลัดคราบปลาออก กลายเป็นคนในวันนี้ ก็ชี้ให้เราเห็นว่า การก้าวออกไปในพื้นที่ข้างนอกโลกนั้นอาจเป็นการ ‘สลัดคราบปลา’ อีกครั้งหนึ่ง

สุดขอบจักรวาลจะเป็นข้อจำกัดหรือไม่ ก็คงขึ้นกับว่าเราอยากเป็น ‘ปลา’ ต่อไปหรือเปล่า

เราอาจไม่ต้องคิดไปไกลถึงขนาดเปลี่ยนรูปลักษณ์ชีวิตใหม่ แต่อย่างน้อยที่สุด การรู้เรื่องจักรวาลก็ทำให้เราเข้าใจชีวิตของเรา ชีวิตอื่นๆ บนโลก และในดาวดวงอื่น และนั่นก็น่าจะทำให้เรารู้สึกถ่อมตัวลง และขยายมุมมองกว้างกว่าแค่ ‘ตัวกูของกู’

………………

ที่มาเรื่อง และภาพประกอบ : https://www.facebook.com/winlyovarin/posts/1842636416012316:0

วินทร์ เลียววาริณ
เฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/winlyovarin/

Did you find apk for android? You can find new Free Android Games and apps.

Leave a Comment